ส่วนที่ ๑ แสดง ครัวโบราณ
ครัวโบราณ จัดแสดงอุปกรณ์ในการ หุงต้ม สะท้อนให้เห็นถึงการจัดครัวไทยในอดีต อันประกอบด้วย เตาดินเผา หม้อ ดิน ประเภท ต่างๆ เช่น หม้อหูกระทะ หม้อต้ม กาดินเผา เป็นต้น และยัง ประกอบด้วยเครื่อง ใช้ในครัว เช่น ตะกร้าล้างปลา อ่างนวดแป้ง กระต่ายขูดมะพร้าว กระบวย โอ่งน้ำ เป็นต้น.

 

 

กระต่ายขูดมะพร้าว



กระต่ายขูดมะพร้าว บางพื้นบ้านเรียกว่า กระต่ายขูด หรือเหล็กขูดก็มี ใช้เป็นเครื่องมือสำหรับขูดมะพร้าวที่ยังไม่ได้กระเทาะเปลือกออก
การเรียกชื่อกระต่ายขูดมะพร้าวอาจเนื่องมาจาก ฟันที่ใช้ขูดเนื้อมะพร้าวมีลักษณะเป็นซี่ยาวเหมือนฟันกระต่าย ประกอบกับการทำโครงไม้ซึ่งใช้เสียบฟันขูดและนั่งเวลาขูดมะพร้าว มักทำเป็นตัวกระต่ายมากกว่าสัตว์ประเภทอื่น แม้ว่าจะมีการประดิดประดอยโครงไม้เป็นตัวแมว สุนัข นก หนู สิงห์ เต่า ตะกวด ก็ตาม ชาวบ้านจะเรียกรวมว่า “กระต่ายขูดมะพร้าว”
ผู้สูงอายุเล่าว่า เดิมทีเดียวการขูดเนื้อมะพร้าวคั้นกะทิ จะใช้ช้อนทำจากกะลามะพร้าวขูดให้เป็นฝอย ต่อมาทำเป็นฟันซี่โดยรอบ บางแห่งใช้ซีกไม้ไผ่บากรอยเป็นซี่สำหรับขูดมะพร้าว จนกระทั่งเมื่อมีการใช้เหล็กมาทำของใช้ในครัวเรือน จึงได้ตีเหล็กแผ่นบาง ๆ ตัดรูปโค้งมน ใช้ตะไบถู ทำซี่ละเอียดปลายเหล็กคมเรียกว่า “ฟันกระต่าย” นำส่วนเหล็กขูดฟันกระต่ายนี้ไปประกบหรือเข้าเดือยกับรูปตัวสัตว์ที่เตรียมไว้
วิธีการขูดมะพร้าวของชาวบ้านจะขูดเบา ๆ ไม่กดแรงเกินไป เพราะจะทำให้คั้นกะทิยาก หากขูดเบา ๆ แล้วเนื้อมะพร้าวจะเป็นฝอยละเอียด คั้นน้ำกะทิง่ายและได้ปริมาณมากกว่าด้วย ปกติการขูดมะพร้าวใช้ปรุงอาหารเฉพาะครอบครัวต้องขูดในระหว่างเตรียมอาหารขณะนั้น ไม่นิยมขูดเนื้อมะพร้าวไว้ล่วงหน้านาน ๆ เพราะจะทำให้เนื้อมะพร้าวเหม็นบูด ถ้ามีการทำบุญเลี้ยงพระ งานบวช งานแต่งงาน หรืองานศพ ชาวบ้านซึ่งอยู่ใกล้ชิดติดกันจะมาช่วยขูดมะพร้าวไว้จำนวนมาก เมื่อใช้ปรุงอะไรก็หยิบใช้ได้ทันที อาหารคาวหวานอร่อยหรือไม่ขึ้นอยู่กับกะทิมะพร้าวด้วย หากมีกะทิมันหรือที่เรียกว่า “แก่กะทิ” คือ คั้นกะทิปรุงอาหาร ชาวบ้านจะชอบเพราะมีรสดี นั่นเอง
การขูดมะพร้าวโดยใช้กระต่ายขูดนับวันจะน้อยลง เพราะมีเครื่องมือขูดมะพร้าวชนิดใช้มือหมุน และแรงเครื่องยนต์เข้ามาแทนที่ ส่วนชาวบ้านก็ไม่ค่อยทำโครงไม้เป็นรูปสัตว์ชนิดอื่นอีก เพราะไม่มีเวลาประดิดประดอย เพียงแต่ใช้เหล็กแผ่น ๆ ทำเป็นเหล็กขูด และมีขาตั้งพื้นเชื่อมติดเป็นแผ่นเดียวกันเท่านั้น

 

เตาฟืน



เตาฟืน ใช้เป็นที่ก่อไฟสำหรับตั้งหุงข้าวและทำอาหาร การทำเตาฟืนในสมัยก่อนมีลักษณะคล้าย เช่น การใช้ก้อนดินวางเป็นเส้า 3 ก้อน ใช้หม้อวางก็เป็นอันว่าใช้ได้ ต่อมาประดิษฐ์ที่วางหม้อให้สวยงามขึ้น โดยใช้ดินเหนียวปั้นเป็นก้อน ปลายเรียวโค้งเข้าหากัน ตากดินให้แห้งใช้ทำเป็นก้อนเส้า การใช้ก้อนเส้าเป็นเตาฟืน มักหุงข้าและทำอาหารตามใต้ถุนบ้าน ไม่สามารถยกขึ้นไปทำบนบ้านได้ เพราะไฟจะไหม้พื้นกระดาน จึงได้คิดฐานดินรองรับก้อนเส้า โดยหมักดินเหนียวกับแกลบ หรือรำหยาบไว้ประมาณ 7 วัน ทำโครงไม้เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความกว้างประมาณ 50 เซนติเมตร ยาวประมาณ 1 เมตร ใช้ดินที่หมักใส่ไปในโครงไม้ให้ ดินหมักแผ่ราบเรียบไปกับแบบโครงไม้นั้น ความหนาของดินประมาณ 10 เซนติเมตร ตากดินหมักให้แห้งเพื่อนำไปใช้เป็นรองก้อนเส้า โครงไม้ดังกล่าวนี้เรียกว่า “แม่สีไฟ”
หลังจากการใช้เตาฟืนชนิดก้อนเส้า 3 ก้อนตั้งแล้ว ก็มาใช้เตาฟืนชนิดปั้นด้วยดินหมักเป็นรูปวงกลม มีปากช่องว่างสำหรับใส่ฟืนได้สะดวก เจาะรูระบายอากาศรอบ ๆ ด้าน ช่วงด้านบนใช้วางหม้อ หากใช้หุงต้มบนบ้านต้องใช้โครงไม้แผ่นดินหมักอัดรองเป็นพื้นฐานเช่นกัน เตาชนิด ใช้เส้า และเตาวงหรือเตารูปวงกลมจะใช้ฐานดินรองคนละชิ้นส่วน โดยไม่ปั้นดินให้เชื่อมติดกัน ด้วยเหตุนี้จึงไม่สะดวกแก่การขนย้าย ดังนั้นจึงมีผู้คิดทำเตาฟืนให้ที่รองรับก้นหม้อกับฐานแผ่น ดินหมัก เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้านั้นเชื่อมติดกันรองกับก้นหม้อที่วางหม้อทำเป็นรูปวงกลม ปล่องสูงประมาณ 20 เซนติเมตร มีช่องด้านหน้าเปิดสำหรับใส่ฟืนได้ เตาวงวางหม้อหนาเหล็กโค้งเป็น วงกลม ใช้ดินพอกเพื่อจะได้รับน้ำหนักได้มากขึ้น
ปัจจุบันเตาฟืนดังกล่าวนี้หาดูได้ยากในพื้นบ้าน เพราะมีการใช้ไฟฟ้าและแก๊สเข้ามาแทน จึงจะเห็นแต่เตาไฟฟ้าและเตาแก๊สแทนเตาฟืนในอดีต

 

อีโรย



อีโรย เป็นภาชนะสำหรับบีบตัวขนมจีนหรือขนมเส้น อีโรยทำจากวัสดุหลายชนิด พัฒนารูปแบบมาเรื่อย ๆ นับตั้งแต่การใช้ดินปั้น ไม้ไผ่ กะลามะพร้าว ผ้า และโลหะ เป็นต้น
ชาวบ้านจะทำ “ขนมจีนน้ำยา” เนื่องในโอกาสสำคัญทางพุทธศาสนา เช่น วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา วันตรุษ – สารทไทย วันเทโว งานทอดกฐิน งานบวชพระ งานกุศลอื่น ๆ ตลอดจนประเพณีการลงแขกทำงาน กิจกรรมทางพุทธศาสนา หรือการรวมคนมาก ๆ เพื่อประกอบกิจการอย่างใดอย่างหนึ่ง จะมีประชาชนจากชุมชนในละแวกนั้นมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก การเลี้ยงผู้คนที่มารวมกันมักทำอาหารคาวหวาน ให้มีปริมาณมากพอไม่ยุ่งยากต่อการทำ การทำมีสิ่งของเอื้ออำนวยในการประกอบอาหารด้วย จึงนิยมทำขนมจีนน้ำยาเลี้ยงคนมาก ๆ บางทีทำเพื่อแจกญาติพี่น้อง และคนอยู่บ้านใกล้เรือนเคียง
เครื่องมือทำตัวขนมจีนหรือขนมเส้นนี้ ชาวบ้านเรียกว่า “อีโรย” ผู้สูงอายุเล่าว่าอีโรยระยะแรก ๆ ทำจากดินเผา รูปร่างเหมือนขันน้ำ ใช้กิ่งไม้เจาะรูให้แป้งขนมจีนลอดร่องได้ โดยใช้ดินปั้นเป็นที่บีบแป้ง ต่อจากนั้นก็ใช้กระบอกไม้ไผ่ 1 ปล้อง เจาะรูที่ข้อไม้ และใช้กระบอกไม้ไผ่อีกปล้องหนึ่งซึ่งเล็กกว่าเป็นตัวบีบกดแป้ง จนมีการทำอีโรยจากกะลามะพร้าว ทำคล้าย ๆ กับ กระโปะลอดช่อง
การทำตัวอีโรยที่นิยมกันมากคือ อีโรยทำด้วยแผ่นโลหะกลม ๆ เจาะรูเล็กรอบแผ่น ใช้ผ้าดิบผืนสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดกว้างยาว 30 – 50 เซนติเมตร เป็นที่ห่อแป้งบีบ แผ่นโลหะกับผาเย็บติดกันโดยใช้เอ็นหรือด้ายเย็บ เวลาทำเส้นขนมจีนจะเทแป้งลงในผืนผ้า คนหนึ่งยกอีโรยไว้ตรงกลางกระทะน้ำร้อน อีกคนหนึ่งบิดผ้ารัดแป้งเหมือนลูกตุ้มกลมๆ ใช้มือสองข้างบีบผ้า แป้งขนมจีนจะลอดออกมาตามช่องเจาะรูไว้ เมื่อขนมจีนสุกจะลอยตัวขึ้นมาที่ผิวน้ำเดือดพล่าน ใช้ตะแกรงตักขึ้นมาใส่น้ำเย็นล้างแล้วจับเป็นหัววางเรียงไว้ในตะกร้าหรือกระจาดให้เป็นระเบียบ ชาวบ้านเรียกว่า “การทำหัวขนมจีน” หรือ “การจับหัวขนมจีน” จากนั้นจะทำน้ำพริก น้ำยา การทำน้ำยาชาวบ้านใช้เนื้อปลาช่อน ปลาดุก ต้มเลือกก้างออกใส่ครกตำหรือโขลกจนละเอียดผสมด้วยพริก ข่า ตะไคร้ กระชาย เป็นต้น ต้มใส่หม้อทำสำเร็จล่วงหน้าก่อนทำตัวขนมจีนทำให้มีรสชาติดีขึ้น หากขี้เกียจอุ่นน้ำยา นอกจากบูดเสียได้ง่ายแล้วผู้คนจะมาร่วมงานจะติฉินนินทาว่ารสชาติไม่อร่อย จนมี สำนวนพูดกันว่า “ชืดเป็นน้ำยาเย็น”
ขณะนี้การทำอีโรยชนิดใช้ผ้าบีบไม่มีใช้แล้ว เพราะมีการใช้แผ่นสังกะสี อะลูมิเนียม ทองเหลือง ทำอีโรยชนิดกระป๋องบีบสะดวกกว่าการใช้อีโรยแบบดั้งเดิมมาก

กระบวย

กระบวย เป็นภาชนะตักน้ำทำด้วยกะลามะพร้าวมีด้ามถือ ในสมัยก่อนตามหน้าบ้านของชาวชนบท มักจะตั้งซุ้มโอ่งน้ำหรือเรียกว่าโอ่งน้ำเย็น ใครเดินผ่านเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ากระหายหิวจะแวะดื่มน้ำ แม้ขึ้นไปเยี่ยมเยียนบนบ้านเรือน จะรีบตักน้ำมาต้อนรับแขกเป็นอันดับแรก เพราะเดินทางเหนื่อยมาไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้ดื่มน้ำแก้ความกระหาย การตั้งซุ้มโอ่งน้ำหน้าบ้านเป็นการแสดงถึงความมีน้ำใจของชาวชนบทอย่างหนึ่ง และการใช้ภาชนะตักน้ำดื่มวางคู่กับโอ่งน้ำจะใช้กระบวยกะลามะพร้าวเป็นส่วนใหญ่ เพราะกะลามะพร้าวเป็นวัสดุที่หาง่ายในหมู่บ้าน อีกทั้ง

หายไปก็ไม่เสียหายดายอะไร
การใช้กระบวยตักน้ำคงพัฒนามาจากการดื่มน้ำแบบดั้งเดิม คือ การใช้วักน้ำดื่ม ใช้ใบไม้บางชนิดห่อตักน้ำ จวบจนมีการใช้เปลือกผลไม้ เช่น กะลามะพร้าวตักน้ำ ถ้าจะให้ดูมีคุณค่ามากขึ้นจะตกแต่งประดิดประดอยกะลามะพร้าว และด้ามจับเป็นลวดลาย รูปคน รูปสัตว์ต่าง ๆ หรืออาจมีการลงรักทาชาดปิดทอง จนดูเป็นงานศิลปะหัตถกรรมที่มีคุณค่ามากทีเดียว
กระบวยใช้กันหลายลักษณะ เช่น กระบวยตักน้ำดื่ม กระบวยตักน้ำรดต้นยาสูบ กระบวยตักน้ำล้างเท้า กระบวยตัก ต้มแกง เป็นต้น
กระบวยตักน้ำดื่ม จะเลือกกะลามะพร้าวขนาดพอเหมาะไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป มีรูปร่างค่อนข้างกลมแป้น ใช้กะลามะพร้าวแก่จัด ฝากะลาค่อนไปข้างบน เพราะจะได้บรรจุน้ำได้มาก ขัดผิวกะลาให้เป็นเงา ทำด้ามไม้จับยาวประมาณ 30 เซนติเมตร ตกแต่งเป็นลวดลาย หรือรูปสัตว์ที่แตกต่างกันไป โคนด้ามไม้จับทำเดือยฝังเข้าไปในรูกะลามะพร้าวให้แน่น กระบวยตักน้ำดื่มอาจดัดแปลงเป็นกระบวยตักแกงหรือแทนที่จะใช้กะลา ก็ใช้ตอกสานเป็นรูปกระบวยทาชันไว้ตักน้ำดื่ม
กระบวยตักน้ำรดต้นยาสูบ ใช้กระบวยประเภทนี้คู่กับครุ เพื่อตักน้ำรดต้นยาสูบขณะต้นยังเล็กอยู่ กระบวยตักน้ำรดต้นยาสูบ จะเลือกกะลามะพร้าวใบใหญ่แก่จัด จะได้ตักน้ำได้มาก มีวิธีการทำเช่นเดียวกับกระบวยตักน้ำดื่ม แต่แตกต่างกันที่ความประณีต และตรงด้ามจับกระบวยซึ่งกระบวยรดน้ำต้นยาสูบ จะใช้ไม้สักหรือเหลาเป็นท่อนกลมยาวประมาณ 1 เมตร ปลายมือจับเสี้ยมปลายแหลมคมสำหรับปักดินไว้เป็นแนวว่ารดน้ำต้นยาสูบไปถึงที่ใดแล้ว กระบวยตักน้ำรดต้นยาสูบสามารถดัดแปลงหรือนำมาใช้เป็นกระบวยสำหรับตักน้ำล้างเท้า
กระบวยในระยะหลังมักทำเป็นสังกะสี อะลูมิเนียม ทองเหลือง และพลาสติก ใช้เป็นภาชนะตักสิ่งของที่เป็นของเหลวต่าง ๆ ได้สารพัดประโยชน์