ส่วนที่ ๒ แสดง หัตถกรรมพื้นบ้าน
หัตถกรรมพื้นบ้าน เป็นห้องจัดแสดงเครื่องจักสาน อันเป็นภูมิปัญญา ท้องถิ่นในการ แปรรูปไม้ไผ่และ หวายเป็นเครื่อง มือ ใช้สอย เช่น สาแหรก ตะกร้ากระบุง กระจาด กระด้ง สนับโรย ปุ้งกี๋ เป็นต้น

 

 

กลัก

กลัก เป็นภาชนะรูปกระบอกทำด้วยกระบอกไม้ไผ่มีฝาปิด ใช้เก็บเอกสาร เงินทองของมีค่า และใช้เก็บอาหารต่าง ๆ
ในวรรณคดีเรื่อง มหาเวสสันดรชาดก ตอนกัณฑ์ชูชก ซึ่งเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ประพันธ์ตอนหนึ่งว่า “ได้ยินเสียงกรุกกริก ๆ ก็ทักถามว่า อะไรนะพระเจ้าข้า ตะแกก็กลับกลักพริกกลักงาว่าใส่สารตราพระราชสีห์ เจตุบุตรก็ยินดียกขึ้นทูนหัว”
และในเรื่องเสภาขุนช้างขุนแผน ตอนกรมการริบสมบัติขุนไกร กล่าวถึงการใช้กลักว่า

เงินตราห้าพันนั้นใส่กลัก สอดใส่ด้ายถักตีตราใหญ่
กำปั่นเครื่องเงินทองนั้นสองใบ ลั่นกุญแจขนไปประทุกช้าง

กลักชนิดทำด้วยกระบอกไม้ไผ่คงทำมาก่อนการใช้ตอกจักสาน การเลือกลำไม้ไผ่ต้อง เลือกปล้องตรง ขนาดของลำแล้วแต่ความต้องการนำไปใช้ ตัดไม้ไผ่มา 1 ปล้อง ให้เหลือข้อหัวหรือข้อท้ายไว้ ควั่นส่วนปากกระบอกเข้าลึกไปในเนื้อไม้กึ่งหนึ่ง ให้กระบอกไม้ไผ่ที่ทำเป็นฝาปิดสวมได้
ฝากระบอกไม่ไผ่จะเหลาบาง เมื่อสวมเข้ากับตัวกระบอกแล้วจะสนิทกันพอดี ความยาวของส่วนที่ควั่นและปากกระบอกมีความยาวเท่ากัน ประมาณ 1 ใน 4 ของกระบอกไม้ไผ่ที่ทำเป็นกลัก ใช้หนังปลากระเบนขัดผิวกลักจนเรียบ นอกจากกลักซึ่งทำด้วยกระบอกไม้ไผ่แล้ว ยังใช้ตอกไม้ไผ่สานเป็นลายสองมีฝาปิด ส่วนใหญ่สานเป็นรูปทรงกระบอก และรูปทรงสี่เหลี่ยมลงรักด้านนอกด้านในกลัก ทำให้กลักใช้ได้ทนทานด้วย
ชาวบ้านใช้กลักสำหรับใส่โฉนดที่ดิน ตั๋ววัว ตั๋วควาย ในทะเบียนบ้าน เงินทองของมีค่า ใส่ไว้ในกลักเสมอ เพราะเป็นการป้องกันแมลงสาบ หนู ปลวก มาแทะกัดกินทำให้สิ่งของ เสียหายได้ กลักยังใช้ใส่น้ำพริก อาหารแห้งใส่ไปกินตามกลางไร่กลางนาอีกด้วย

 


ไม้หมุน

ไม้หมุน ไม้ตั้งไข่ เป็นของพื้นบ้านชนิดหนึ่ง ซึ่งใช้สำหรับฝึกหัดให้เด็กจับหรือยืน ทรงตัว และจับแขนไม้เดินไปรอบไม้หมุนนั้น
เด็กช่วงอายุ 10 เดือนจะฝึกนั่งได้นาน และหลังตรง บางคนเกาะเดินได้ หากมีสิ่งใดช่วยพยุงแล้วเด็กจะเดินได้เร็วขึ้น โดยเฉลี่ยเด็กจะเริ่มออกเดินได้เอง ราวอายุประมาณ 12 เดือน และเดินได้ดีขึ้นอายุประมาณ 15 เดือน
เมื่อเด็กฝึกการตั้งไข่ หรืออาจเดินเตาะแตะได้ 2 – 3 ก้าว ชาวบ้านมักทำให้หมุนฝึกให้ลูกหลานเดินไปรอบ ๆ การทำสิ่งของสำหรับฝึกเด็กเดินก็หาวัสดุจากพื้นบ้านที่หาง่ายคือ ไม้ไผ่ มาทำเป็นตัว กระบอก แขนไม้ และ หลักแกนยึด
ตัวกระบอก ใช้ลำไม้ไผ่แก่จัด อาจเป็นไม้ไผ่สีสุก ไม้ไผ่ป่า หรือไม้ซางก็ได้ตัดมา 2 ปล้อง มีความยาวประมาณ 50 เซนติเมตร ใช้เลื่อยหรือมีดตัดข้อปล้องด้านล่างออก 1 ปล้อง ไม้ไผ่จะกลวงไปตันที่ข้อปล้องด้านบน ส่วนปล้องด้านบนถัดไปมักเจาะรูกลม ๆ ขนาดพอดีกับลำไม้ไผ่ซึ่งทำเป็นแขนไม้ให้เด็กจับเดิน เจาะปล้องไม้ไผ่ทะลุถึงก้น ใช้แขนไม้สอดรู ด้านเด็กจับเดินโผล่ทำแขนไม้ มีความยาวประมาณ 50 เซนเมตร ลำไม้ไผ่ทำเป็นแขนไม้จับเดินนี้ ต้องมีขนาดเล็กพอดีกับมือเด็กกำจับได้ จากนั้นทำไม้หลักแกนยึดอาจเป็นไม้ไผ่ลำเล็ก ไม้ไผ่รวก ไม้ไผ่เลี้ยง เป็นต้น หรืออาจเป็นท่อนไม้เนื้อแข็งเหลากลม ๆ ตัดไม้มีความยาวประมาณ 50 เซนติเมตร การตัดไม้หลักดังกล่าวต้องดูขนาดความสูงของตัวเด็กด้วย เพราะหากไม้หมุนสูงไปเด็กจับแขนไม้หมุนไม่ถึง เสี้ยมโคนไม้หลักทำเป็นแกนให้แหลมปักกับพื้นดินให้แน่น รูกระบอกจะครอบไม้หลักซึ่งทำหน้าที่เป็นแกนให้กระบอกหมุน รูกระบอกและแกนไม้เมื่อสวมกันแล้วต้องหลวม เวลาเด็กจับแขนไม้ฝึกเดินรอบ ๆ กระบอกจะหมุนได้สะดวก หากแกนไม้กับรูคับจนเกินไปไม้หมุนฝืด เด็กจะเสียแรงดันมาก
การปักไม้หมุนของชาวบ้านมักปักกันไว้ตามลานหน้าบ้าน ใต้ถุนบ้าน หรือร่มไม้ชายคา และที่อื่น ๆ ตามต้องการ ปัจจุบันไม่ค่อยมีการใช้ไม้หมุนฝึกให้เด็กเดินเร็ว เพราะมีรถสอนเดินของเด็กขายในราคาแพง ๆ เข้ามาใช้ทดแทน

 


สาแหรก

สาแหรก เป็นของใช้ที่สำหรับรองก้นกระบุง กระจาด ตะกร้า ถาด กระมัง เป็นต้น เพื่อจะได้หาบไปในที่ไกล ๆ ได้สะดวก โดยไม่ต้องทำหูร้อยเชือกหาบ วางสิ่งของลงในสาแหรกจะหาบได้ทันที เพราะสาแหรกที่มีส่วนขอดไว้ด้านบนทำเป็นห่วง เพื่อใส่ปลายหัวไม้คานทั้ง 2 ข้าง ร้อยหาบได้ทันที การเรียกชื่อสาแหรกมักเรียกรวม ๆ กับของที่ใส่นั้น เช่น วางตะกร้าลงไปก็เรียกสาแหรกตะกร้า วางกระบุงก็เรียกสาแหรกกระบุง
สาแหรกทำด้วยหวายเป็นเส้น ๆ สาแหรกทำหน้าที่รองรับภาชนะ มี 4 เส้น หรือ 6 เส้น ที่ฐานสาแหรกจะมีที่รองภาชนะทำเป็นรูปสี่เหลี่ยม มัดหวาย 2 เส้นคู่กัน เพื่อให้เกิดความแข็งแรงทนทาน ผูกมัดเส้นหวายจากฐานที่มุมสี่เหลี่ยม ซึ่งจะมีเส้นหวายมัดเป็นสายสาแหรก มีความยาวแต่ละเส้นประมาณ 1 เมตร ที่หัวของสาแหรกหรือส่วนที่จะใช้ไม้คานหาบนั้น จะเหลาผิวหวายเส้นบาง ๆ ผูกรวมกันไว้ เพื่อให้เส้นหวายทุกเส้นนั้นรวมกันเป็นจุดเดียว ส่วนตอนล่างจะแยกออกเป็นด้านละ 2 –3 เส้น รวมเป็น 4 – 6 เส้น ดัดหวายที่เป็นเส้น ๆ ให้โค้งงอ จะได้วางกระบุง กระจาด และตะกร้าไดง่ายขึ้น
การใช้สาแหรกจะวางกระบุง กระจาด หม้อ ฯลฯ ลงไปที่ส่วนรองสาแหรก ซึ่งมัดไว้เป็นรูปสี่เหลี่ยม ใช้ไม้คานสอดที่ส่วนด้านบนสาแหรกเพื่อหาบไปในที่ต่าง ๆ การจะใช้แต่ละครั้งต้องตรวจสายสาแหรกให้เรียบร้อยเสียก่อน เพราะหวายอาจจะกรอบหรือขาดได้ ฉะนั้นจึงมีถ้อยคำพูดกันเป็นสำนวนว่า “บ้านแตกสาแหรกขาด”

ชงโลง
ชงโลง บางทีก็เรียกว่า โชงโลง กะโซ้ หรือที่โพงน้ำ ชงโลงเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งของชาวบ้าน ซึ่งใช้สำหรับวิดน้ำหรือโพงน้ำ ส่วนใหญ่ใช้วิดน้ำเพื่อทำการเพาะปลูกพืชพรรณต่างๆ หรือวิดน้ำจับปลาไว้เป็นอาหาร ชงโลงมีลักษณะคล้ายเรือครึ่งท่อนแต่มีลักษณะเล็กกว่า วัสดุที่นำมาทำชงโลงใช้ผิวไม้ไผ่จักเป็นตอก และมักจะสานเป็นลายสองหรือลายสาม ที่ปลายขอบจะเหลาไม้ไผ่หนาประมาณครึ่งเซนติเมตร แล้วใช้ไม้ไผ่ประกอบตอกที่สานในส่วนปลายขอบ เพื่อให้มีความคงทนถาวรไม่หลุดลุ่ยได้ง่าย ไม้ไผ่ที่ใช้สำหรับประกบนั้นจะมัดด้วยหวาย ซึ่งชาวบ้านมักจะเรียกว่า การขอดหัวหรือการขอดหัวแมลงวัน เป็นการผูกมัดเงื่อนหวายให้แน่นวิธีหนึ่ง
ชงโลงมีด้ามยาว ๆ ทำด้วยไม้ไผ่เช่นกัน ไม้ไผ่ส่วนปลายที่ติดกับปากชงโลงใช้ไม้จริงค่อนข้าวเหนียว สมัยโบราณนิยมใช้ไม้ข่อยเจาะรูไม้ไผ่แล้วใช้ไม้ข่อยสอดรูให้ได้พอดิบพอดี มีลักษณะเหมือนไม้กางเขน ใช้หวายผูกมัดไม่ข่อยอีกครั้งหนึ่ง ส่วนปลายไม้ไผ่หรือหลายด้ามเป็นมือจับสำหรับโพงน้ำ ยาวประมาณ 2 เมตร กลางชงโลงมัดเชือกที่คานไม้ไผ่ผูกโยงกับคานไม้ไผ่ด้านบนอาจจะทำในลักษณะค้ำยันด้วยไม้ไผ่สามเส้า ชาวบ้านเรียกขาหยั่ง เอาปลายเชือกมัดหลักที่ค้ำยันนั้น เวลาโพงน้ำหรือวิดน้ำจะจับด้ามชงโลงตักน้ำสาดไปข้างหน้า
ปัจจุบันการใช้ชงโลงวิดน้ำเพื่อการเกษตรหรือการจับสัตว์น้ำ มักไม่ค่อยใช้กันเหมือนในอดีตแล้ว เพราะมีเครื่องสูบน้ำเข้ามาใช้แทนที่ บางสถานที่ยังมีการใช้ชงโลงอยู่บ้าง แต่ชงโลงแทนที่จะสานด้วยไม้ไผ่ จะใช้กระป๋องหรือปี๊บทำเป็นชงโลงใช้วิดน้ำแทน

กระชอนรดน้ำ

กระชอนรดน้ำ เป็นภาชนะสานด้วยตอก ใช้สำหรับตักน้ำรดต้นหอมหรือพืชผักอื่น ๆ ที่ปลูกยกร่อง บางทีเรียกว่า “ชงโลงรดน้ำหอม”
ในเขตหัวเมืองฝ่ายเหนือ ซึ่งมีจังหวัดพิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ อุทัยธานี และอุตรดิตถ์ ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพทำนาเป็นหลัก ช่วงเวลาว่างอาจปลูกพืชผักประเภทหอม กระเทียม ผักกาด ผักคะน้า มะเขือเทศ แตงกวา เป็นต้น การปลูกดังกล่าวเพียงประกอบอาหารกินในครัวเรือน หากมีเหลือบ้างก็จะนำไป แลกเปลี่ยนสิ่งของต่าง ๆ หรือไปขายที่ตลาด การปลูกต้นหอมเป็นอาชีพหนึ่งซึ่งสำคัญของ ชาวอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ขณะนี้สามารทำรายได้ปีละประมาณ 10 กว่าล้านบาท ชาวบ้านสมัยก่อนเมื่อปลูกต้นหอมแล้วจะใช้กระชอนรดน้ำตักวิดรดต้นหอม จนกระทั่งหัวหอมโตจึงหยุดน้ำ
กระชอนรดน้ำมีรูปร่างคล้ายชงโลง แต่ขนาดเล็กกว่ามาก สานที่ตักน้ำด้วยตอกไม้ไผ่ เว้าลึกลงไปมีมุมเป็นสามเหลี่ยมสานตอกด้วยลายสองหรือลายขัดก็ได้ ใช้ซีกไม้ไผ่เป็นขอบถักหวายรัดให้แน่นซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “หัวแมลงวัน” ขอบกระชอนด้านบนสานตอกหักเป็นมุมสามเหลี่ยมผูกมัดกับด้ามไม้ไผ่ กระชอนส่วนใหญ่กว้างประมาณ 20 เซนติเมตร ยาวประมาณ 30 เซนติเมตร ตัดไม้ไผ่ลำเล็ก ๆ หรือไม้เลี้ยง ไม้รวก ยาวประมาณ 2 เมตร เหลาให้เรียบทำเป็นด้าม ใช้เส้นหวายผ่าซีกสอดร้อยยึดด้ามไม้ไผ่จนแน่น กระชอนรดน้ำไม่ต้องยาชันแต่อย่างใด เวลาใช้จะจับด้ามโดยให้ปากกระชอนตักน้ำรดแต่ละแถว
กระชอนรดน้ำ ยังมีการใช้กันที่อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์อยู่บ้าง แต่ขณะนี้เริ่มลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ เพราะการปลูกพืชผักและต้นหอมของชาวลับแลจะใช้เครื่องสูบน้ำต่อสายยางยาว ๆ มีหัวฉีดรดน้ำเป็นฝอย สะดวกสบายกว่าการใช้กระชอนรดน้ำในสมัยก่อนมา