ส่วนที่ ๔ แสดง เครื่องมือการทำนา
การทำนาในอดีตใช้แรงงานจากสัตว์ คือ วัว ควาย เป็นแรงงานหลัก เครื่องมือในการทำนาที่
จัดแสดงประกอบด้วย โกรกคล้องคอควายสำหรับ ลากไถ แอก คราด ไถ ไม้คานหาบข้าวไม้คานหลาว
คันฉายส่งฟาง ไม้สงฟาง งอบ เคียวเกี่ยวข้าว เป็นต้น
ขอฉาย 
ขอฉาย มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น เช่น คันฉาย ไม้สงฟาง กระดองหาย ดองหาย
หรือดองฉาย ของฉายเป็นเครื่องมือของชาวนาชาวไร่ในการสงฟาง สงต้นถั่วในเวลานวด
ของฉายทำจากลำไม้ไผ่ลำเล็ก ๆ มือจับได้รอบ ลำไม้ไผ่จะต้องแก่จัด ตัดไม้ไผ่ยาวประมาณ
2 เมตร หาลำไม้ไผ่ที่มีแขนงโค้ง ๆ และแข็งแรง เพื่อจะได้ดัดเป็นขอใช้สงฟางหรือสิ่งต่าง
ๆ ได้ ส่วนแขนงที่แตกออกมาตามข้อไม้ไผ่ข้ออื่น ๆ จะเหลาให้เรียบ เหลือเพียงแขนงที่ทำเป็นขอเท่านั้น
เหลาปลายขอสำหรับสงฟางหรือเกี่ยวให้แหลม การที่ทำให้ขอโค้งขอตามความต้องการ ชาวนาจะใช้ขอลนไฟแล้วค่อย
ๆ ดัด จนขอไม้ไผ่นั้นโค้งตามต้องการ แขนงไผ่ที่แตกมาตามข้อเพื่อทำเป็นขอบางที่หายาก
ก็จะใช้เหล็กมาดัดเป็นขอแทน โดยใช้เหล็กส่วนที่เป็นโคนตอกเข้าไปในรูไม้ไผ่ หรือใช้ไม้เนื้อแข็งเป็นด้ามถือก็มี
ตัวขอจะแน่นยิ่งขึ้นถ้าใช้ครั่งลนไฟเชื่อม พอครั่งเย็นจะยึดเหล็กที่ทำเป็นขอจนแน่น
ปลายเหล็กเป็นขอเผาไฟให้แดงใช้ค้อนทุบให้แหลมคม บางทีก็ใช้ตะไบถู การใช้ขอฉายจะใช้ในเวลานวดข้าว
หรือนวดถั่ว การนวดในสมัยก่อนจะใช้ควายหลาย ๆ ตัว เดินวนไปตามฟ่อนข้าวหรือฟ่อนถั่ว
พอจะคาดคะเนว่าเมล็ดข้าวเปลือกหรือถั่วร่วงหล่นจากรวงมากแล้ว ก็จะใช้ขอฉายส่วนเป็นขอสงฟางสงตัวถั่วกลับไปมา
เพื่อให้เมล็ดข้าวเปลือกหรือเมล็ดถั่วหล่นมากองที่ลาน หากควายเดินเหยียบจนเมล็ดออกจากรวงหมดแล้ว
ก็ใช้ขอฉายสงฟางออกให้หมด จะเหลือข้าวเปลือกกองในลานเท่านั้น ข้าวเปลือกกองอยู่อาจมีเศษฟาง
เศษข้าวลีบปนอยู่ จะนำไปวีข้าว หรือใช้พลั่วสาดข้าวอีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะขนเก็บขึ้นยุ้งฉาง
ปัจจุบันการใช้ขอฉายหรือคันฉาย สำหรับสงฟางไม่ค่อยมีใช้กันแล้ว เพราะมีเครื่องจักรกลทันสมัย
พอใส่ฟ่อนข้าวเปลือกลงไป จะแยกเมล็ดข้าวเปลือกออกจากรวงข้าวได้เลย ข้าวเปลือกจะไหลมากองรวมอีกที่หนึ่ง
ส่วนฟางข้าวจะปลิวไปกองอีกส่วนหนึ่ง
การเก็บรักษาขอฉายให้คงทนควรลนไฟบ่อย ๆ เพราะจะเป็นการป้องกันตัวมอดกัดกิน เนื้อไม้
ครกกระเดื่อง 
ครกกระเดื่อง เป็นของใช้พื้นบ้านซึ่งใช้สำหรับตำข้าว ตำถั่ว ตำข้าวโพด และตำแป้ง
เป็นต้น บางทีก็เรียกว่า ครกกระดกหรือเรียกว่า มอง ก็มี
ปัจจุบันการใช้ครกกระเดื่องมีใช้กันน้อยมาก จะมีอยู่บ้างในบางหมู่บ้านที่ไม่มีโรงสีข้าว
หรืออาจอยู่ห่างไกล พวกชนกลุ่มน้อยบางพวก เช่น พวน โซ่ง แม้ว อีก้อ ซึ่งอยู่ในเขตหัวเมืองฝ่ายเหนือ
ยังคงใช้ครกกระเดื่องกันอยู่มากพอสมควร
ตัวครกทำด้วยท่อนไม้ขนาดใหญ่ ตัดให้เป็นท่อน สูงประมาณ 50 60 เซนติเมตร ขุดส่วนที่สำหรับใส่เพื่อตำข้าวหรือสิ่งอื่น
ๆ ให้เป็นเบ้าลึกลงไป ให้สามารถบรรจุเมล็ดข้าวเปลือกได้ครั้งละเกือบ 1 ถัง ทำคานไม้ยาวประมาณ
3 4 เมตร เพื่อใช้สำหรับเจาะรูเส้าหรือสากไว้ตำข้าว ตั้งเสา 2 ต้นฝังดินให้แน่น
อยู่ในแนวเดียวกัน กลางเสาทั้ง 2 ต้นใช้สิ่วเจาะรู หรือบากไม้ให้ เป็นร่อง แล้วสอดคานที่รูยึดเสาทั้ง
2 ต้นให้ขนานกับพื้นดิน วางคานเส้าหรือสากให้ค่อนไปอยู่ปลายคานด้านตรงข้ามกับสาก
ใช้คานสากตอกยึดกับคานไม้ที่ยึดเสา 2 ต้น
วิธีใช้จะวางครกไม้ให้ตรงกับเส้าหรือสาก เมื่อใส่ข้าว ข้าวโพดที่เป็นฝัก ๆ ไปแล้ว
จะใช้แรงเหยียบที่ปลายคาน ด้านที่ยึดติดกับเสา 2 ต้น เมื่อใช้แรงเหยียบกดลงไป
สากจะยกขึ้นเหมือนการเล่นไม้หก เวลาจะให้ตำสิ่งที่ต้องการก็ยกเท้าลง สากจะตำสิ่งของที่เราต้องการในเบ้าครก
การตำข้าว ตำฝักถั่ว ตำฝักข้าวโพด จะต้องมีคนช่วยกัน คนหนึ่งเป็นคนเหยียบ อีกคนหนึ่งจะเป็นคนกวนหรือพลิกกลับไปกลับมาให้สากทุบตำได้ทั่วถึง
หากเมล็ดข้าวถูกแรงตำด้วยท่อนไม้สากบ่อย ๆ จะทำให้ข้าวเปลือกกะเทาะหลุดออกจากเมล็ด
ชาวบ้านจะนำเมล็ดข้าวสารไปใส่กระด้งอีกทีหนึ่ง เพื่อฝัดให้เศษผงต่าง ๆ ปลิวออกไป
แล้วเลือกเมล็ดข้าวเปลือกหรือเศษกรวดดินออก ก่อนที่จะนำไปหุงต่อไป
คราด 
คราด เป็นเครื่องมือใช้สำหรับการทำนาชนิดหนึ่ง โดยใช้ครูดกับดินที่ไถแล้วให้ก้อนดินแตกละเอียด
ก่อนที่จะปลูกข้าวหรือหว่านเมล็ดข้าวเปลือก
ตัวคราดจะทำด้วยไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้แดง ไม้ประดู่ ไม้เต็ง ไม้มะค่า ไม้ตะเคียน
เป็นต้น คราดมีส่วนประกอบ แม่คราด ลูกคราด มือคราด และคันคราด ส่วนที่เป็นแม่คราดทำจากแผ่นไม้ค่อนข้างหนาประมาณ
2 4 นิ้ว หน้ากว้างประมาณ 15 25 เซนติเมตร ยาวประมาณ 2 4 เมตร ใช้กบไสให้ผิวไม้ที่เป็นแม่คราดเรียบ
เจาะรูด้วยสว่านให้รูกว้างพอที่ลูกคราดจะสอดใส่ไปได้ การเจาะรูในตัวแม่คราดให้ทะลุไม้ด้านบน
การเจาะรูใส่ลูกคราดจะเว้นระยะห่างพอสมควร คราดอันหนึ่งเจาะรูใส่ไว้ประมาณ 10
15 ลูก ถ้าคราดใช้เทียมวัวเทียมควายตัวเดียว คราดจะมีขนาดเล็ก ลูกคราดจะมีน้อย
แต่ถ้าเทียมวัวเทียมควาย 2 ตัว คราดยาว ลูกคราดมีมากขึ้น
ส่วนที่เป็นลูกคราด เหลาให้เป็นซี่ ๆ มีความยาวประมาณ 30 เซนติเมตร โคนลูกคราดโต
ปลายที่ครูดกับดินเรียวแหลมตอกโคนลูกคราดสอดกับรูที่เจาะไว้ในตัวแม่คราด รูที่เจาะจะใช้สิ่วตกแต่งรูให้เป็นสี่เหลี่ยม
โคนลูกคราดถากเป็นสี่เหลี่ยมด้วย หากใส่ลูกคราดไปในรูที่เตรียมไว้ไม่แน่นพอ ต้องใช้ลิ่มตอกแซมให้แน่น
บางแห่งลูกคราดอาจใช้เหล็กท่อนยาวแทนไม้
มือคราด หรือที่จับคราดจะทำเป็นคันยาวเกือบเท่าตัวแม่คราด เจาะรูแม่คราดไว้ 2
รู ใช้ไม้ 2 ท่อน ตั้งเป็นเสาเข้าเดือยกับไม้ที่เตรียมไว้เป็นที่เป็นมือจับ มือจับคราดมักเหลาให้กลมเพราะจะได้ไม่เจ็บมือ
คันคราดจะใช้ไม้ไผ่ เช่น ไม้รวก หรือไม้เลี้ยงที่แก่จัด 2 ลำ ยาวประมาณ 3 5
เมตร ใช้ไม้ส่วนโคนใส่ในรูที่เจาะไว้ตัวแม่คราด 2 รู ตอกลิ่มให้แน่น ส่วนปลายคันคราดใช้ลิ่มเจาะรูไม้ไผ่ยึดติดกันเป็นรูปชายธง
เวลาใช้คราดผูกเส้นหนัง เช่น หนังวัว หนังควาย ที่ทำเป็นเกลียวเชือก เรียกว่าหนัง
หัวคราด หรือเส้นเชือกใหญ่ผูกติดที่ปลายคันคราด เพื่อมัดบริเวณที่กึ่งกลางแอก
วิธีใช้ ใช้ลูกคราดครูดกับดินที่ไถให้ร่วนซุย หากจะใช้คราดครูดดินให้ลึกต้องใช้แรงคนกดลงไปที่มือจับคราด
หรืออาจใช้เท้าเหยียบตัวแม่คราดก็ได้ นอกจากคราดจะทำให้ดินละเอียดแล้ว คราดยังสามารถปรับพื้นดินให้สม่ำเสมอกันได้
เช่น ถ้าคราดไปถึงพื้นดินที่เป็นแอ่ง เป็นหลุมก็จะกดคราดเอาดินไปทิ้งไว้บริเวณนั้น
ทุกวันนี้ไม่ค่อยมีการใช้คราดไม้กันแล้ว เพราะได้มีการใช้เหล็กประดิษฐ์เป็นคราดเหล็กแทน
และยิ่งมีรถไถนาชนิดเดินตามซึ่งใช้กันโดยทั่วไป จะมีผาลหรือจานซอยดินให้ละเอียดอยู่แล้ว
การใช้คราดจึงไม่ค่อยมีความจำเป็นต่อไป
คานหลาว
คานหลาว หรือไม้คันหลาว ใช้สำหรับเสียบตรงกลางฟ่อนข้าวเพื่อใช้หาบ การที่จะใช้กระบุงแล้วใช้ไม้คานหาบฟ่อนข้าวนั้น
หาบได้ครั้งละไม่กี่ฟ่อนก็เต็มกระบุงแล้ว การใช้คานหลาวจึงมีความเหมาะสมกว่าเพราะหาบได้ทีละหลาย
ๆ ฟ่อน
ไม้ที่ทำเป็นคานหลาวใช้ไม้ไผ่ลำตรง ๆ คานหลาวแต่ละอันมีความยาวประมาณ 2 เมตร
ชาวบ้านจะนำไม้ไผ่ไปผึ่งแดดให้แห้งหรืออาจลนไฟก็ได้ เหลาข้อไม้ไผ่ให้เรียบไม่ให้มีเสี้ยน
จากนั้นจะใช้มีดเสี้ยมปลายไม้ไผ่ทั้งสองข้าง ตรงส่วนล่างที่ตอกมัดข้าวหรือบางแห่งก็ใช้ต้นข้าว
มัดขมวดไว้ไม่ให้หลุด ซึ่งเรียกกันว่า เคน็ดข้าว ปากฉลามทั้ง 2 ข้างจะมีความยาวประมาณ
20 30 เซนติเมตร
คานหลาวใช้หาบฟ่อนข้าวไปที่กองข้าว ซึ่งรวมกันไว้เป็นกองใหญ่ ๆ ที่ใดที่หนึ่ง
เพื่อจะใช้เกวียนหรือรถบรรทุกฟ่อนข้าวไปลานนวด หากลานข้าวอยู่ใกล้ ๆ ก็จะใช้หาบไปเลย
นอกจากใช้หาบฟ่อนข้าวแล้วชาวนายังใช้หาบแฝก หญ้าคา และฟ่อนหญ้า ถ้าใช้ไม้ไผ่ต้นแก่จัดทำคานหลาวรวมทั้งเก็บรักษาให้ดี
ไม่มีมอดกัดแล้วคานหลาวจะใช้ได้ระยะเวลานาน ๆ ไม่ต่ำกว่า 5 ปี ปัจจุบันคานหลาวไม่ค่อยมีใช้ในหมู่ของชาวนา
เพราะหมดความจำเป็นไปทุกขณะ ไม่ต้องหาบข้าวไปไกล ๆ ให้หนักและเหนื่อยแรง จะมีรถนวดข้าวมาจอดที่กองรวมข้าวในนา
แล้วนวดออกมาเป็นเมล็ดข้าวเปลือกในทันทีทันใด
เครื่องสีข้าว
เครื่องสีข้าว เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับสีข้าวเปลือกให้ร่อนออกจากเมล็ด ซึ่งเรียกว่า
ข้าวกล้อง แล้วนำไปใส่ครกตำทำให้ข้าวขาวเป็นข้าวสาร วิธีใส่ครกตำเรียกว่าซ้อมข้าว
การสีข้าวมีวิธีการคล้ายโม้แป้ง เครื่องสีข้าวสานด้วยผิวไม้ไผ่เป็นรูปทรงกระบอกมีขอบสูงทำเป็นถาดรองข้าวกล้อง
ส่วนประกอบที่สำคัญ 5 ส่วน คือ ท่อนฟันบน ท่อนฟันล่าง แกนหมุน ไม้คาน และ คันโยก
ท่อนฟันบน สานด้วยผิวตอกไม้ไผ่เป็นรูปทรงกลมสูงประมาณ 50 เซนติเมตร วัดเส้นผ่าศูนย์กลางยาวประมาณ
50 เซนติเมตร ใช้ไม้เนื้อแข็งขนาดไม้แปรขวางเป็นไม้คาน ให้ปลายไม้ทะลุผิวไม้ไผ่ที่สานท่อนฟันบนออกมาข้างละ
25 เซนติเมตร ไม้คานที่โผล่จะเจาะรูให้ทะลุเพื่อให้สลักคันโยก ซึ่งมีเดือยสอดไว้สำหรับโยกให้หมุนไปโดยรอบ
ใช้ดินเหนียวอัดให้แน่นพรมด้วยน้ำเกลือเพื่อให้ดินรัดตัวแน่นขึ้น และป้องกันปลวกไม้ให้เข้าไปกัดกินเครื่องสีข้าวด้วย
ตรงศูนย์กลางท่อนฟันบนทำเป็นรูกลวงไว้ เมื่อเทข้าวเปลือกลงไปภายในท่อนฟันบน เวลาท่อนฟันบนหมุนข้าวเปลือกจะไหลลงไประหว่างท่อนฟันบนและท่อนฟันล่างซึ่งทำขบกันอยู่
ฟันบนและฟันล่างที่ใช้เสียดสีเปลือกข้าวแตกออกจากเมล็ดจะทำด้วยแผ่นไม้แข็งบาง
ๆ สลับกับดินเหนียวคลุกแกลบอันจนแน่นหลาย ๆ ซี่จนรอบท่อนฟันบนและฟันล่าง ท่อนฟันล่าง
สานด้วยผิวตอกไม้ไผ่ทำเป็นถาดขอบสูงรองรับข้าวกล้องที่สีแล้ว เจาะรูให้ไหลลงมาที่กระบุงหรือถังรองรับตรงกลางท่อนฟันล่างอัดดินเหนียว
พรมด้วยน้ำเกลือเช่นกัน ทำฐานรองรับท่อนฟันล่าง แกนหมุน ทำไม้แกนหมุนไว้ตรงศูนย์กลางของท่อนฟันล่างอัดดินรัดให้แน่น
แกนหมุนจะเป็นเดือยสอดรูทะลุถึงไม้คานที่ขวางไว้ ไม้คาน ทำด้วยไม้เนื้อแข็งขนาดไม้แปร
ยาวประมาณ 2 เมตร ขวางท่อนฟันบนเจาะรูปลายไม้เมื่อสอดสลัดคันโยก คันโยก ใช้ลำไม้ไผ่โต
ๆ ทำเป็นคันโยกมีมือจับเจาะรูปลายไม้คันโยกทำสลักเดือยสอดกับรูไม้คาน
การสีข้าวจะใส่ข้าวเปลือกเข้าไปในส่วนลึกเว้าของท่อนฟันบน ใช้มือโยกหมุนเวียนไปด้านขวามือของผู้หมุน
จนได้เป็นข้าวกล้องแล้วนำมาซ้อมข้าวให้ขาวเพื่อเก็บไว้สำหรับหุงกินต่อไป
เคียว 
เคียว เป็นเครื่องมือสำหรับเกี่ยวข้าว เกี่ยวถั่ว และเกี่ยวหญ้าต่างๆ แต่จุดประสงค์ที่สำคัญคือ
ใช้เกี่ยวรวงข้าวเป็นหลัก
เมื่อชาวนาปักดำต้นกล้าจนกระทั่งออกรวง และเมล็ดแก่จัดรวงข้าวเหลืองไปทั่วทุ่งนา
แล้วใช้ท่อนไผ่ยาว ๆ นวดข้าวให้ล้มไปทิศทางเดียวกัน จะได้ใช้เคียวเกี่ยวข้าวได้สะดวก
ข้าวไม่พันกัน เคียวเกี่ยวข้าวมีหลายแบบ เช่น
เคียวกระสา ลักษณะรูปเคียวโค้งเป็นวงกว้างเหมือนคอนกกระสา เหมาะสำหรับเกี่ยวข้าวซึ่งใช้วิธีปักดำ
เพราะต้นข้าวแบบปักดำต้นข้าวจะกอใหญ่ จึงจำเป็นต้องใช้เคียววงกว้าง
เคียวกระยาง ลักษณะรูปเคียวโค้งเป็นวงแคบกว่าเคียวกระสา วงเคียวที่แคบกว่านี้เหมือนคอนกกระยาง
ใช้เกี่ยวข้าวนาดำและนาหว่านซึ่งกอข้าวไม่ใหญ่นัก จะทำด้ามจับยาวและนิยมใช้กันมากที่สุด
เคียวงู ลักษณะปลายเคียวเหมือนหัวงู วงเคียวแคบกว่าเคียวกระยาง มีคอคอดตรงคองู
เหมาะสำหรับเกี่ยวข้าวฟ่างและรวงข้าวที่พันกันยุ่งไม่เป็นระเบียบ จำเป็นจะต้องเกี่ยวข้าวทีละรวงในบางครั้ง
เคียวงูจะทำด้ามงอ เพื่อให้มือจับได้ถนัดมีแรงดึงได้มาก ปกติมักใช้เกี่ยวข้าวฟ่าง
มากกว่า เพราะต้นข้าวฟ่างค่อนข้าวเหนียว
เคียวขอ ส่วนใหญ่พบอยู่ในแถบจังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดพิจิตร
คงได้รับอิทธิพลมาจากเคียวเกี่ยวข้าวของจังหวัดแถบภาคอีสาน และประเทศกัมพูชา
เป็นต้น เคียวขอบางทีก็เรียกว่า กรูด เคียวขอจะใช้กิ่งไม้หรือรากไม้เนื้อแข็ง
ซึ่งมีลักษณะโค้งงออยู่แล้วถากและเหลาให้เรียบ ให้ส่วนเป็นขอมีความโค้งเป็นวงกว้างมาก
เสี้ยมปลายให้แหลม ขอนี้จะใช้สำหรับกวาดต้นข้าวให้มารวมกัน เมื่อจับรวงข้าวได้แล้วจะพลิกเคียวซึ่งอยู่ตรงข้ามกับขอมาเกี่ยวรวงข้าว
แล้วใช้ขอด้านล่างกองรวม ใช้มือจับประคองฟ่อนรวงข้าวให้ไปกองอยู่รวมกันเพื่อผูกมัดด้วยตอกหรือซังต้นข้าวมัดเป็นฟ่อน
ด้วงหนู
ด้วงหนู เป็นเครื่องมือใช้สำหรับดักหนูในฤดูหลังการเก็บเกี่ยวข้าว ในช่วงนี้มีหนูแพร่พันธุ์มากที่สุด
โดยจะกินเมล็ดข้าวเปลือกในท้องทุ่งนา ทำให้เกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก ดังนั้น
จึงคิดทำเครื่องมือดักหนู ซึ่งเรียกว่า ด้วง หรือด้วงหนู นอกจากด้วงจะช่วยกำจัดหนูในนาแล้ว
ยังดักหนูไว้ทำเป็นอาหารที่เอร็ดอร่อยอีกอย่างหนึ่ง
ด้วงหนูทำด้วยกระบอกไม้ไผ่ 1 ปล้อง ยาวประมาณ 20 เซนติเมตร การเลือกขนาดลำไม้ไผ่มาทำกระบอก
แล้วแต่การคาดคะเนว่าจะดักหนูตัวโตขนาดใด ถ้าคิดว่าดักหนูขนาดปานกลางก็ใช้กระบอกให้พอเหมาะ
แต่ถ้าดักหนูขนาดใหญ่ ลำไม้ที่นำมาทำกระบอกจะต้องมีขนาดใหญ่ด้วย ใช้กระบอกไม้ไผ่
1 ปล้อง ด้านหนึ่งให้เหลือข้อภายในไว้ทำเป็นก้นด้วง มีลักษณะก้นตันปลายปากกระบอกด้านหนึ่งกลวงสำหรับให้หนูเข้ามาทางปลายกลวง
เหลาซี่ไม้ไผ่เป็นคันแร้วเรียวปลายยาวประมาณ 1 เมตร โคนคันแร้วเสียบกับรูกระบอกด้านก้นด้วง
ผูกเส้นเชือกปลายคันแร้ว เส้นเชือกมีความยาวขนาดคันแร้วเจาะรูกระบอกไม้ไผ่ 2
รู ด้านปลายปากกระบอก เพื่อร้อยเส้นเชือกไว้เป็นห่วงรัดตัวหนู ระหว่างรูที่เจาะ
2 รูนั้น ร้อยเชือกสั้น ๆ ทำเป็นห่วงไว้ร้อยกับปิ่นขัดมัดปิ่นเกือบกึ่งกลางเส้นเชือกนำไปขัดกับไม้เสียบอาหาร
ไม้ขัดหรือไม้ลิ้นพาดปากกระบอกซึ่งทำหน้าที่เสมือนไก
วิธีดักหนู จะเลือกดักหนูบริเวณคันนา ข้างรูหนู หรือทางเดินของหนูที่เรียกว่า
ด่านหนู
ใช้ปลายปากกระบอกขวางทางไว้ อาจวางด้วงไว้ในแนวตั้ง หรือแนวนอนก็ได้ ใช้ไม้ขัดเสียบอาหารประเภทเนื้อมะพร้าวเผาปลาเค็ม
หรือใส่เมล็ดข้าวเปลือก ข้าวสารไว้ก้นด้วง ดึงเส้นเชือกที่ผูกปิ่นขัดไว้ให้ตึง
คันแร้วจะโก่งตามด้วยใช้ปลายปิ่นข้างหนึ่งไปขัดกับบ่าไม้ซึ่งใช้เสียบเหยื่อ
อีกข้างหนึ่งเสียบกับห่วงตรงกลาง เมื่อปิ่นกับไม้เสียบอาหารหรือไม้ขัด ซึ่งขวางกระบอกขัดกัน
แล้วจะทำให้เส้นเชือกด้านล่างหย่อน ทำให้เป็นห่วง ปลายปากกระบอกด้านในแซะร่องไว้เป็นรางวางเชือก
เมื่อหนูได้กลิ่นเหยื่อจะล่อเข้าไปในกระบอกไปดึงหรือไปถูกไม้เสียบอาหารที่ขัดกับปิ่นไว้จะหลุด
คันแร้วจะกลั่นขึ้นโดยเร็ว ห่วงที่หนูกำลังคร่อมอยู่ก็จะรัดโดยเร็ว และรัดคอหรือตัวหนูทันที
ไถ 
ไถ เป็นเครื่องมือประกอบการทำนาทำไร่ ใช้ควายหรือวัวลากเพื่อกลับดิน แล้วใช้คราดหรือขลุบทำดินที่ไถไว้ให้ก้อนเล็กลง
เพื่อเพาะปลูกพืชได้สะดวก
การใช้ไถของชาวบ้านในเขตหัวเมืองฝ่ายเหนือ มักใช้ไถเดี่ยวมากกว่าไถคู่ ที่เรียกว่าไถเดี่ยวเพราะใช้ควายลากไถนาเพียงตัวเดียว
เหตุที่นิยมใช้ควายลากเพราะว่ามีความแข็งแรงไม่กลัวฝนที่ตกอยู่เสมอ หากใช้วัวเตรียมดินเพาะปลูก
มักใช้วัวเป็นคู่สำหรับเตรียมลากคราดและขลุบ
ไถมีส่วนประกอบ คือ
คันไถ เป็นส่วนโค้งงอนเสียบเข้าเดือยกับหางยาม ไม้ที่นำมาทำคันไถจะใช้ ไม้แดง
ไม้ประดู่ และไม้ชิงชัน โดยใช้เลือกกิ่งต้นที่มีลักษณะโค้งงอคล้ายรูปคันไถอยู่แล้ว
ใช้ขวานถากไม้ให้มีขนาดเล็กลง ใช้บุ้งและกระดาษทรายขัดเนื้อไม้ให้เรียบ ปลายคันไถมักทำเป็นรูปดอกบัวตูม
เจาะรูส่วนปลายเพื่อร้อยเชือกหนังมัดกับแอกน้อยให้ควายลากไถ
หางยาม เป็นส่วนที่เข้าเดือยกับคันไถซึ่งใช้ลิ่มตอกให้สนิทและแน่น โดคนไม้หางยามจะเข้าเดือยกับหัวหมู
ส่วนปลายหางยามถากและเหลาเล็กลง ปลายงอเป็นมือจับเวลาไถนา
หัวหมู เป็นส่วนฐานวางติดพื้น มีรูปร่างเหมือนหัวหมู หลายหัวหมูด้านหน้า ถากเป็นเดือยสอดเข้ากับผาลไถนา
ก่อนใส่ผาลกับหัวหมูจะเคี่ยวครั่งจนเหลว ทาครั่งร้อน ๆ บนผิวไม้ หัวหมูประกบกับผาลเหล็ก
เมื่อครั่งเย็นจะทำให้ผาลและหัวหมูยึดติดกันแน่น
คอม เป็นไม้โค้งวางพาดคอควายหรือวัว เพื่อมัดเชือกปลายคอม 2 ด้าน ชาวบ้านเรียกว่า
เชือกค่าว นำปลายเชือกไปมัดกับปลายแอกน้อยอีกทอดหนึ่ง
แอกน้อย เป็นไม้ท่อนสั้นประมาณ 50 เซนติเมตร เจาะรูกึ่งกลางแอกน้อยเพื่อร้อยเชือกหนังหรือหวาย
ปลายแอกน้อย 2 ข้าง ควั่นรอยลึกสำหรับผูกเชือกค่าวให้ควายดึงไดไปข้างหน้า
การไถนา ใช้วัว ควาย ลากไถกลับดินเตรียมเพาะปลูกเหมือนสมัยก่อน เริ่มหาดูได้ยากขึ้นเป็นลำดับ
เพราะเปลี่ยนมาใช้รถไถนาชนิดเดินตามเกือบหมด วัว ควายที่เลี้ยงไว้พลอยลดน้อยลงไปด้วย
แม้จะหาปุ๋ยคอกหรือมูลวัว มูลควาย มาใช้ทาหรือยาลานวัวนวดข้าวยิ่งหาลำบากขึ้น
ไถซึ่งเคยใช้ก็กลายเป็นเศษฟืนก่อไฟไปเกือบหมดแล้ว
ระหัด 
ระหัด เป็นเครื่องชักน้ำหรือวิดน้ำ ทำด้วยไม้เป็นรางใช้มือหมุน และใช้ถีบด้วยเท้าก็มี
การเกษตรกรรมโดยทั่วไปต้องอาศัยน้ำสำหรับทำการเพาะปลูก โดยเฉพาะการทำนาต้องมีน้ำแช่ต้นข้าวจนกระทั่งข้าวออกรวง
ชาวนาจะปลูกข้าวในฤดูฝนปีละครั้ง เรียกว่า ข้าวนาปี แต่เมื่อมีการชลประทานดีขึ้นจะปลูกข้าวนอกฤดูฝนอีกด้วย
ซึ่งเรียกว่า นาปรัง การใช้ระหัดวิดน้ำมีความสำคัญต่อการทำนาในสมัยก่อนมาก เพราะเมื่อฝนตกชุกน้ำในแม่น้ำลำคลองจะมีระดับสูงขึ้น
หากแปลงนาซึ่งทำคันไว้ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้มากพอ สำหรับการเพาะปลูกแล้ว ชาวนาจะใช้ชงโลงหรือระหัดวิดน้ำเข้าแปลงนา
การใช้ชงโลงอาจวิดน้ำได้ครั้งละไม่มากนัก และหนักแรงพอสมควร ดังนั้นจึงได้คิดวิธีวิดน้ำหรือชักน้ำโดยการใช้ระหัดขึ้น
ระหัด มักทำด้วยไม้สัก มีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ รางน้ำ ใบระหัด เพลา และมือหมุน
รางน้ำ ใช้ไม้สักทำเป็นโครง มีความยาวประมาณ 5 6 เมตร ใช้ไม้แผ่นบาง ๆ ตีประกบทั้ง
2 ข้าง ให้รางน้ำซีกข้างบนโปร่ง ด้านล่างตีไม้ทึบ รางน้ำมีความสูงประมาณ 40
50 เซนติเมตร
ใบระหัดหรือใบพัด ตัดไม้แผ่นบางเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 30 40 ใบ ความกว้างประมาณ
8 10 เซนติเมตร ความยาวประมาณ 12 15 เซนติเมตร เข้าเดือยใบระหัดแต่ละใบโดยใช้สลักตอกให้แกนใบยึดซึ่งกันและกัน
ใบระหัดจะยึดคล้องกันดุจลูกโซ่ มีความยาวเป็น 2 เท่า ของรางน้ำ
เพลา ทำเป็นท่อนไม้วงกลมใช้ไม้หรือเหล็กเป็นแกน เจาะรูหลวม ๆ ให้หมุนได้สะดวก
มีเหลาด้านปลายรางน้ำ 2 เพลา ทำเป็นลักษณะคล้ายฟันเฟือง เพื่อให้ใบระหัดกับฟันเฟืองสับกันไปมา
สามารถชักดึงให้ใบระหัดเคลื่อนหมุนได้
มือหมุน มือหมุน 2 ข้างจะทำเป็นแกนมีที่จับ เจาะรูยึดกับแกนเพลา ใช้หมุนโดยการดึงสลับข้างกัน
เวลาใช้จะวางระหัดด้านปลายจุ่มไปในน้ำให้เอียงทอด ดึงมือหมุนทีละข้างสลับกันไปเรื่อย
ๆ แกนเพลาเมื่อหมุนแล้วจะทำให้ฟันเฟืองและใบระหัดหมุนตาม ใบระหัดจะพุ้ยน้ำหรือตักน้ำขึ้นมาในรางและไหลออกตรงช่องมือหมุน
การวิดระหัดอาจใช้คนเดียวหรือ 2 คน ช่วยกันหมุน ซึ่งทำให้ผ่อนแรงได้มาก
การใช้ระหัดวิดน้ำนอกจากใช้เพื่อการเพาะปลูกแล้ว ยังใช้วิดน้ำหาปลาได้อีกด้วย
ขณะนี้ไม่นิยมใช้ระหัดวิดน้ำแล้ว เพราะเกษตรกรหันมาใช้เครื่องสูบน้ำเข้ามาแทน
ระหัดวิดน้ำอาจมีขนาดสั้นและยาวตามความต้องการของผู้ใช้
ครกไม้ 
ครกไม้ มีชื่อเรียกแตกต่างกัน เช่น ครกซ้อมมือ ครกตำข้าว เป็นต้น ครกไม้เป็นของใช้สำหรับตำข้าวเปลือก
ตำงา ตำถั่ว ตำแป้ง ตำข้าวเม่า แต่ส่วนใหญ่ในสมัยก่อนมุ่งใช้เพื่อตำข้าวเปลือกเป็นหลัก
เพราะสมัยนั้นยังไม่มีโรงสีข้าวเหมือนในปัจจุบัน ชาวบ้านจึงต้องหาวิธีตำข้าวเปลือกให้เป็นเมล็ดข้าวสารไว้หุงกิน
จึงคิดประดิษฐ์ครกไม้ขึ้นมา
ครกไม้จะใช้ท่อนไม้ใหญ่ทั้งลำต้น มักเป็นไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้ประดู่ ไม้แดง
ไม้เต็ง ไม้มะค่า ไม้พะยอม ฯลฯ ชาวบ้านตัดท่อนไม้ยาวประมาณ 1 เมตร ตัดหัวตัดท้ายให้ผิวราบเรียบเสมอกัน
เพราะเมื่อเวลานำครกตั้งไว้จะได้ตั้งได้ตรงไม่กระดกเอียงไปมาได้ จากนั้นเจาะส่วนตรงกลางด้านบนของท่อนไม้ให้เว้าลึกลงไปเหมือนครกหิน
การเจาะลึกจะใช้ขวานโยนฟันและค่อย ตกแต่งไปเรื่อย ๆ ให้ปากครกกว้าง ก้นครกลึกสอบเข้าเป็นหลุมลึกประมาณ
50 เซนติเมตร
เมื่อทำครกเสร็จแล้วต้องทำสากซึ่งทำได้ 2 วิธีการ
1. ทำสากมือชนิดใช้ไม้ท่อนเดียวกลม ๆ ยาวประมาณ 2 เมตร เหลาให้คอดกิ่ว ตรงกลาง
เพื่อเป็นมือจับปลายสาก 2 ข้างมนใช้สำหรับตำข้าว
2. ทำสากชนิดใช้ไม้ 2 ท่อน คือ ท่อนหนึ่งสำหรับตำ อีกท่อนหนึ่งเป็นมือจับ เรียกว่า
สากโยนหรือสากมือ
การตำสิ่งของต่าง ๆ เช่น ตำข้าว ตำงา ตำพริก ตำแป้งขนมจีน และอื่น ๆ อาจตำคนเดียว หรือ 2 3 คนก็ได้ ถ้าตำหลายคนต้องตำสลับกัน เมื่อตำสิ่งของละเอียดจะมีคนคอยใช้มือกลับไปกลับมาให้ตำทั่วถึงกัน ในปัจจุบันครกดังกล่าวนี้นับวันจะหมดไป เพราะความไม่สะดวกในการใช้ ยังมีใช้อยู่บ้างตามแถวชนบทที่อยู่ห่างไกลความเจริญ
ช้างหีบ 
ช้างหีบ เป็นเครื่องมือสำหรับหีบอ้อย เนื้อมะพร้าวที่ขูดแล้วเป็นน้ำกะทิ หีบถั่วงา
ละหุ่ง ซึ่งใช้ครกตำแหลกเพียงเล็กน้อยนำมาห่อใช้ช้างหีบเป็นน้ำมัน ช้างหีบ บางทีเรียกว่า
ช้างหีบอ้อย กรามช้าง ไม้คันหีบ ไม้หนีบ ไม้คันโยก เป็นต้น
การเรียกว่าช้างหีบเพราะมีคันโยกสำหรับโน้มกดหีบ มีลักษณะเหมือนกับงวงช้าง ส่วนฐานรองสำหรับวางท่อนอ้อย
มะพร้าว ถั่ว งา ละหุ่ง คล้ายลักษณะของปากช้างด้านล่าง หรือคล้ายกรามช้าง
ช้างหีบ ทำจากไม้เนื้อแข็ง มีส่วนประกอบที่สำคัญ 4 ส่วน คือ
1. ไม้วงช้าง เป็นไม้คันโยกสำหรับโน้มกดหีบอ้อย มะพร้าว ฯลฯ เพื่อเค้นน้ำออกมา
ถากไม้ให้มีลักษณะเหมือนงวงช้าง มีโคนงวงใหญ่หลายงวงเรียวเล็ก ใช้เป็นที่จับโยกขึ้นโยกลงได้
ไม้งวงช้างด้านโคนงวงเจาะรูให้ทะลุ เพื่อใช้เหล็กสลักสอดรูยึดกับไม้ตั้ง ไม้งวงช้างมีความยาวประมาณ
1 2 เมตร
2. ไม้ตั้งหรือไม้ลูกตั้ง เป็นไม้แผ่นหนายาวประมาณ 30 เซนติเมตร ใช้สิ่วเจาะรูกว้างเหมือนสี่เหลี่ยมผืนผ้า
เพื่อให้ไม้โคนงวงช้างซึ่งทำเป็นเดือย เจาะรูสอดเข้ามาได้ในลักษณะ หลวม ๆ จะได้โยกปลายงวงช้างขึ้นลงได้สะดวก
และยังใช้สอดไม้เดือยปากช้าง หรือกรามช้างให้ยึดแน่น ฐานล่างไม้ตั้งจะเข้าเดือยกับแผ่นไม้ขวางหรือที่เรียกว่า
ไม้ตีนช้าง
3. ไม้ขาวางหรือไม้ตีนช้าง ทำด้วยไม้แผ่นหนารูปลักษณะคล้ายปากช้างด้านล่าง บางแห่งเรียกว่า
กรามช้าง ติดตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างไม้งวงช้าง และไม้ตีนช้าง โคนปากกลมใหญ่ ๆ
ปลายปากเรียว ใช้สิ่วเจาะรูเป็นร่องโดยรอบของไม้ปากช้าง วางไม้ปากช้างให้ลาดเอียงกับส่วนปลายปากช้างเล็กน้อย
ไม้ปากช้างใช้สำหรับวางสิ่งของที่จะหีบให้เป็นน้ำออกมา แล้วไหลไปตามร่องเพื่อใส่ภาชนะรองรับอีกครั้งหนึ่ง
4. ไม้ปากช้างหรือกรามช้าง ทำด้วยไม้แผ่นหนารูปลักษณะคล้ายปากช้างด้านล่าง บางแห่งเรียกว่า
กรามช้าง ติดตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างไม้งวงช้าง และไม้ตีนช้าง โคนปากกลมใหญ่ ๆ
ปลายปากเรียว ใช้สิ่วเจาะรูเป็นร่องโดยรอบของไม้ปากช้างวางไม้ปากช้างให้ลาดเอียงกับส่วนปลายปากช้างเล็กน้อย
ไม้ปากช้างใช้สำหรับวางสิ่งของที่จะหีบให้เป็นน้ำออกมา แล้วไหลไปตามร่องเพื่อใส่ภาชนะรองรับอีกครั้งหนึ่ง
วิธีใช้ หากใช้หีบอ้อย จะใช้อ้อยเป็นท่อน ๆ ปอกเปลือกแล้ววางที่ปากช้าง โน้มกด
ปลายงวงช้างลงมา ท่อนอ้อยเมื่อถูกหีบน้ำอ้อยจะไหลออกมา หากใช้หีบมะพร้าวขูดแล้วเพื่อบีบเอาน้ำกะทิ
จะใช้รกมะพร้าวหรือผ้ากรอง ชาวบ้านเรียกผ้ามุ้งห่อมะพร้าวไปวางให้ไม้งวงช้างหีบเป็นน้ำกะทิ
หากใช้หีบถั่ว งา ละหุ่ง จากใส่ครกตำเมล็ดให้แหลกก่อนแล้วจึงนำไปห่อผ้ากรอง หีบเค้นออกมาเป็นน้ำมันเพื่อใช้ประโยชน์อื่นๆ
ต่อไป