ส่วนที่ ๖ แสดง เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด
เครื่องใช้เบ็ดเตล็ดจัดแสดงเป็นตู้แสดง ๓ ชั้น
บริเวณ ตู้ที่ 1 ตั้งแสดง เชี่ยนหมากทองเหลือง ตะเกียงลาน นมนาง กลอนประตู แว่นโรย ขนมจีน เป็นต้น.

 

 

กระจองงอง

กระจองงอง โพรงไต้หรือโพรงตะเกียง เป็นโครงไม้สำหรับป้องกันลมพัดไม้ให้ไฟดับ ในขณะที่ใช้ส่องทางเดิน
การที่ชาวบ้านเรียก “กระจองงอง” เพราะมีความเชื่อว่า ผีประเภทหนึ่ง คือผีกระจองงองชอบออกหากินตอนกลางคืน มีไฟส่องทางเป็นลำแสงขนาดใหญ่ ออกมาจากใต้คางมีรูปร่างคล้ายเป็นโพรงไม้ จึงคิดทำให้โพรงตะเกียงขึ้น และเรียกชื่อว่า “กระจองงอง”
กระจองงองในระยะแรก ๆ อาจใช้ใบไม้ห่อป้องกันได้ ตะเกียง ต่อมาใช้กาบหมาก กาบกล้วยทำเป็นโครงบังลม จนกระทั่งใช้กระบอกไม้ไผ่ 1 ปล้อง ปาดด้านข้างเลี้ยวออกเล็กน้อยเพื่อวางไต้หรือตะเกียงได้ ใช้มือจับหิ้วด้านบน ต่อจากการใช้กระบอกไม้ไผ่เป็นกระจองงองแล้ว มีการใช้แผ่นไม้เนื้อแข็งและไม้สัก ประดิษฐ์เป็นกล่องสี่เหลี่ยมมีหลายรูปแบบ ใช้ตะปูตียึดสามารถกันน้ำฝนได้ด้วย พอระยะมีการใช้สังกะสีมากขึ้น กระจองงองหรือโพรงตะเกียงจะใช้สังกะสีบัดกรีทำให้มีน้ำหนักเบา สามารถปิดป้องกันลม น้ำฝน ได้ดีกว่ากระจองงองที่ทำด้วยกระบอกไม้ไผ่ และแผ่นไม้ เมื่อมีการใช้กระจกจึงนำมาเป็นฝาปิดเปิดกระจองงอง แม้ฝนตกลมแรงก็ส่งทางเห็นได้สะดวก
การใช้กระจองงองหรือโพรงตะเกียงค่อย ๆ หายไปทุกขณะ บางหมู่บ้านยังมีการใช้ตะเกียงเพราะไฟฟ้ายังไม่มีและพอจะเห็นโพรงไม้ดังกล่าวอยู่บ้าง แต่สำหรับหมู่บ้านที่เจริญการคมนาคมสะดวกสบายมีไฟฟ้าใช้แล้ว ก้อนไต้ ตะเกียงน้ำมัน ตะเกียงพายุ จึงหายสาบสูญไปจากหมู่บ้าน โพรงตะเกียงซึ่งชาวบ้านประดิดประดอยเป็นรูปร่างแปลก ๆ สวยงาม ก็พลอยหายไปพร้อมกับความเจริญที่เข้ามาสู่หมู่บ้านนั้น


โกรกกรากเจาะไม้



โกรกกรากเจาะไม้ หรือโกรกกรากเกลียว เป็นเครื่องมือสำหรับใช้เจาะไม้เพื่อตอกสลักหรือเจาะนำก่อนตอกตะปู มีลักษณะเป็นเกลียวเหมือนบิดหล่า
โกรกกรากเจาะไม้จะแตกต่างกับบิดหล่าในสมัยก่อน ตรงที่บิดหล่าสามารถเจาะได้ลึกและใหญ่กว่า สำหรับโกรกกรากเจาะไม้จะรูดกระบอกไม้ขึ้น ๆ ลง ๆ ทำให้คมเหล็กหมุนได้
โกรกกรากเจาะไม้มีส่วนประกอบต่าง ๆ ดังนี้ คือ
แกนไม้ กระบอก ด้ามกด และคมเหล็ก แกนไม้ ต้องใช้ไม้เนื้อแข็งประเภทไม้ประดู่ ไม้แดง ไม้มะค่า ไม้ชิงชัน เป็นต้น เหลาไม้เป็นท่อนกลม ๆ ขนาดด้ามมีด ด้ามจอบ มีความยาวประมาณ 1 เมตร ใช้สิ่วเจาะเนื้อไม้ลึกเป็นเกลียวพันกัน 3 เกลียว โดยเว้นส่วนปลายและส่วนโคนโกรกกรากเจาะไม้ไว้ประมาณ 10 – 20 เซนติเมตร เพื่อทำด้ามไม้กดแกนไม้เกลียว ด้ามกด ทำเป็นรูดรอบให้แกนหมุนได้สะดวก กระบอก เรียกว่าโปะรูดเกลียว ทำหน้าที่ดึงแกนเกลียวไม้ให้หมุน จะทำด้วยกระบอกไม้ไผ่ตัดให้เหลือข้อไม้ตรงกลาง ใช้สิ่วทะลุข้อปล้องภายในเป็นรูกลวง กระบอกดังกล่าวต้องทำเป็นเกลียวสวมให้พอดีกับแกนไม้ คมเหล็ก ซึ่งเป็นส่วนเจาะไม้มักใช้เหล็กตะไบมีดเก่า ๆ มาเผาไฟตีเหล็กให้มีคมแบน ปลายเหล็กอีกด้านหนึ่งตีแบน ๆ เสียบเข้ากับแกนไม้ส่วนโคน โดยการกรอเนื้อไม้ให้เป็นร่องตีแผ่นเหล็กเข้าไปในร่องนั้น ใช้ปลอกเหล็กรัดอีกชั้นหนึ่งเพื่อให้แน่นและใช้ได้ทนทานยิ่งขึ้น
การใช้จะใช้มือหนึ่งกดด้าม กดข้างบนอีกมือหนึ่ง จับรูดกรบอกขึ้น ๆ ลง ๆ ให้สุดเกลียว แกนไม้จะหมุนกลับไปกลับมา ทำให้คมเหล็กเจาะไม้ลึกได้อย่างรวดเร็ว โกรกกรากเจาะไม้หรือโกรกกรากเกลียวไม้ในปัจจุบันไม่มีใช้แล้ว ช่างไม้สมัยใหม่จะใช้สว่านมือและสว่านไฟฟ้าแทน

 

เตารีดผ้า



ถ้วยรีดผ้า หรือเตารีดผ้าสมัยก่อน ใช้เหล็กหลอมเป็นถ้วยก้นลึกใส่ถ่านไฟ มีด้ามจับสำหรับรีดผ้าให้เรียบ
ในอดีตการสวมใส่เสื้อผ้าของชาวบ้านไม่ค่อยพิถีพิถันแต่งตัวมากนัก ผู้ชายอยู่กับบ้านส่วนใหญ่จะถอดเสื้อ นุ่งผ้าขาวม้า โสร่ง หรือกางเกงขาก๊วย ผู้หญิงจะใส่เสื้อคอกระเช้า นุ่งโจงกระเบนหรือผ้าถุง การใช้เสื้อผ้าสวมใส่อยู่ในบ้านหรืออกไป ทำไร่ไถนา เสื้อผ้าที่ใช้เนื้อจะหยาบราคาถูก ไม่ต้องรีดเสื้อผ้าเวลาสวมใส่ แต่ถ้าไปทำบุญที่วัดและงานมหรสพอื่น ๆ หญิงชาย ชาวบ้านค่อนข้างมีฐานะดี จะใช้ผ้าม่วงผ้าไหมสวมใส่ไปในงานสำคัญดังกล่าว ดังนั้นจึงหาวิธีทำให้เสื้อผ้าราบเรียบ มีกลีบ ระยะแรก ๆ อาจใช้ที่นอนทับกลีบ ต่อมาใช้ไม้แผ่นหนาวางทับกลีบ ในยุคที่ประเทศไทยเริ่มติดต่อกับชาวตะวันตก เริ่มมีการใช้แท่นพิมพ์ขนาดเล็ก ซึ่งคนไทยนำมาใช้พิมพ์สลากตราน้ำปลาและของใช้อื่น ๆ แท่นพิมพ์นี้นำมาใช้อัดกลีบเสื้อผ้าด้วย ชาวบ้านเรียกว่า “กระบี่” ซึ่งเพี้ยนเสียงมาจากคำก๊อปปี้นั่นเอง เมื่อมีการใช้เหล็กประดิษฐ์ของใช้ จึงมีการหลอมเหล็กด้วยเบ้าดิน ทำขนาดใหญ่กว่าถ้วยแกงก้นลึกเล็กน้อย มีรูสำหรับใช้ไม้สอดเป็นด้ามจับ เวลารีดผ้าจะใช้ถ่านที่เผาไฟวางลงในก้นถ้วย เพื่อให้เหล็กร้อนรีดทับได้เรียบ หากถ้วยรีดผ้าร้อนเกินไปหรือรีดติดเสื้อผ้าจะนาบกับใบตองกล้วยให้ลื่น ต่อจากช่วงการใช้ถ้วยรีดผ้าแล้วมีการหลอมเหล็กและโลหะอื่น ๆ เป็นเตารีดถ่าน ซึ่งยังมีใช้อยู่ในชนบท เตารีดที่นิยมใช้คือ เตารีดตราไก่ จะมีรูปไก่เป็นสลักเดือยปิดเปิดฝาเตารีดจนกระทั่งมีการพัฒนามาใช้เตารีดไฟฟ้าเช่นทุกวันนี้
ถ้วยรีดผ้าแบบดั้งเดิมไม่มีใช้ในยุคนี้แล้ว เพราะชาวบ้านนำไปขายเป็นเศษเหล็ก หรือหลอมทำสิ่งของใหม่ ๆ ขึ้นมาใช้แทน

 

หมอนไม้



หมอนไม้ เป็นของใช้พื้นบ้านสำหรับหนุนนอนของคนแก่เฒ่าที่ไปถือศีลภาวนาในวันพระ ซึ่งในช่วงเข้าพรรษาชาวบ้านทุกถิ่นในชนบท โดยเฉพาะคนสูงอายุจะไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านทุก ๆ วันพระ ระยะนี้พระภิกษุสามเณรต่างจำศีลภาวนาในวันเข้าพรรษาตลอด 3 เดือน ชาวบ้านบางคนก็ลด เลิก ละ ในสิ่งที่ประพฤติผิดในระหว่างเข้าพรรษา เช่น ไม่ดื่มสุรา ไม่เล่นการพนัน เป็นต้น ในวันพระจะมาทำบุญ สวดมนต์ ตั้งแต่เช้าจนถึงเย็นโดยมิได้ขาดแม้แต่วันพระเดียว
การที่ผู้เฒ่าผู้แก่มาทำบุญรักษาศีลต้องอยู่บนศาลา หรือในอุโบสถตลอดวัน จึงมีความ จำเป็นต้องหยุดพักผ่อนหลังจากสวดมนต์เสร็จแล้ว เวลาพักผ่อนส่วนใหญ่เป็นช่วงหลังเพลไปแล้ว ชาวบ้านมีความเชื่อว่าการรักษาศีลที่วัด ควรละในสิ่งที่เป็นกิเลสละจากความสะดวกสบายต่าง ๆ แม้แต่หมอนที่หนุนนอนก็ไม่ควรอ่อนนุ่ม ดังนั้นจึงมีการทำหมอนไม้ไว้สำหรับหนุนนอน เมื่อไปรักษาศีลภาวนาในวันพระ
หมอนไม้เป็นแผ่นเดียวเก็บรักษาง่าย ทำมาจากไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้ชิงชัน ไม้มะค่า ไม้ประดู่ หรืออาจใช้ไม้สักทำก็ได้
วิธีการทำจะตัดไม้แผ่น ๆ ที่เลื่อยไว้แล้วมีความหนา 3 –5 เซนติเมตร มีความกว้าง 10–15 เซนติเมตร ยาว 20 – 25 เซนติเมตร ใช้กบไสแผ่นไม้ทั้ง 2 ด้านให้เรียบ เครื่องมือใช้ทำหมอนไม้คือ สิ่ว ค้อน และเลื่อย ผ่าแผ่นไม้หรือชาวบ้านเรียกว่า “จักไม้” ด้วยเลื่อยทั้ง 2 ข้างให้เป็นไม้ 2 แผ่น การผ่าไม้จะผ่าไม่ตลอดเหลือตรงกลางแผ่นไว้ประมาณ 2 นิ้ว จากนั้นใช้สิ่วเจาะไม่ให้เป็นเดือยขัดกันประมาณ 5 – 6 เดือย เจาะสลับกันไปแต่ละเดือย โดยเจาะสลับกันในแต่ละด้านของแผ่นไม้ด้วย การเจาะเดือยไม้จะเจาะไปถึงไม้ที่ผ่าซีกด้วยเลื่อยนั้น เมื่อเจาะเดือยทั้ง 2 ด้านของแผ่นไม้ แผ่นไม้แยกออกเป็น 2 แผ่น และยึดติดกันด้วยเดือยที่เจาะ เวลาใช้ให้ตั้งแผ่นไม้ให้ขัดกันเหมือนรูปกากบาท ขัดผิวไว้ด้วยกระดาษทรายให้เรียบ สมัยก่อนใช้หนังปลากระเบนขัดไม้ เวลาเก็บสามารถพับให้เรียบเหมือนเป็นไม้แผ่นเดียวได้
การใช้หมอนไม้คนแก่เฒ่ามักใช้สไบ หรือผ้าขาวม้ารองที่หมอนไม้ก่อนที่จะหนุนนอน จะได้ไม่เจ็บนอนได้สะดวก นอกจากใช้หมุนศีรษะแล้ว ยังใช้เป็นที่วางหนังสืออ่านได้อีกด้วย

อีเทิ้ง



อีเทิ้ง เป็นเครื่องมือสำหรับดักหนู บางทีก็เรียกว่า ขุบ ตีนช้าง ฟ้าทับเหว หรือคันหลุบ
อีเทิ้งทำมาจากแผ่นไม้เนื้อแข็ง 2 แผ่น ให้ไม้ทั้ง 2 แผ่นประกบกัน ไม้แผ่นบนจะหนากว่าแผ่นล่าง ความหนาของไม้แผ่นบนจะหนาประมาณ 10 – 20 เซนติเมตร หน้ากว้างของไม้ประมาณ 10 – 20 เซนติเมตร เช่นกัน การที่ใช้แผ่นบนหนา ๆ ก็เพราะต้องมีน้ำหนักถ่วงเพื่อทุบหนูให้ตาย ส่วนไม้แผ่นล่างจะบางกว่า ทำไม้ตั้งขึ้นเป็นเสาเล็ก ๆ 2 เสา ตีประกบกับด้านข้างของไม้แผ่นล่าง ไม้แผ่นบนทำร่องให้ลึก ไม้จะได้หล่นไปตามร่องได้ ไม้อีกอ่อนหนึ่งเจาะเดือยเข้ากับไม้แผ่นบน ซึ่งเจาะเป็นรูตรงกึ่งกลางแผ่น ตีไม้คานยึดปลายเสาไม้ทั้ง 3 เสานั้น ไม้แผ่นล่างจะทำเป็นกับดัก ซึ่งมักจะทำด้วยแผ่นสังกะสี ใช้ลวดร้อยปลายแผ่น ปลายลวดทำเป็นห่วงกลม ๆ เพื่อขัดกับปิ่นที่ทำเป็นเดือย ใช้เชือกมัดกับโคนเสาไม้ท่อนกลาง มัดปิ่นที่ปลายเชือกอีกด้านหนึ่งยกไม้แผ่นบนให้สูงสุดระยะ เอาปิ่นที่ทำเป็นเดือยขัดกับห่วงลวด ที่แผ่นสังกะสีจะวางข้าวเปลือกหรืออาหารชนิดอื่น ๆ เป็นเหยื่อล่อหนูไว้ เมื่อหนูเข้ามากินอาหารไปเหยียบแผ่นสังกะสี ห่วงลวดจะหลุดจากปิ่นที่ขัด ไม้แผ่นบนจะร่วงมาทับหนูตาย
อีเทิ้งส่วนใหญ่จะดักตามบ้านไม่นำไปดักในนาเพราะมีน้ำหนักมาก ยากต่อการยกไป การดักหนูในท้องนาจะใช้ด้วยหรือฟ้าลั่นครั้งละหลายสิบอัน

 

อีหับ

อีหับหรือจั่นงับ เป็นเครื่องมือใช้สำหรับดักสัตว์บกและสัตว์น้ำ โดยเฉพาะหนู พังพอน กระรอก ปลาชนิดต่าง ๆ เป็นต้น
การทำอีหับขึ้นใช้ประโยชน์ดังกล่าว แม้มีผู้คิดทำในช่วงที่ใช้กระป๋องสังกะสีบรรจุสิ่งของก็ตาม หากนับเวลาคงไม่นานนัก การพัฒนารูปแบบมาจากของใช้พื้นบ้านชนิดใด ซึ่งไม่สามารถหาหลักฐานได้แน่นอน ในขณะนี้การใช้อีหับไม่มีปรากฏให้เห็นในพื้นบ้านแล้ว
อีหับทำจากกระป๋องสังกะสีชนิดสี่เหลี่ยมที่ทิ้งแล้ว เช่น กระป่องน้ำมันเครื่อง กระป๋องใส่ขนม การใช้กระป๋อง ซึ่งเป็นสังกะสีจึงสามารถประยุกต์ใช้ดักสัตว์บก และสัตว์น้ำได้ การทำ อีหับนั้นต้องเปิดฝากระป๋องด้านหนึ่งออกให้หมด เพื่อเป็นทางเข้าของสัตว์ เจาะรูเล็ก ๆ ให้รอบข้างกระป๋องทำเป็นช่องระบายอากาศ เมื่อดักสัตว์ในน้ำจะจมได้เร็ว ทางสัตว์เข้าทำฝาปิดเปิดให้ได้พอดีกับปากกระป๋อง ฝาอาจใช้แผ่นไม้บาง ๆ เจาะรูขอบบน 3 – 4 รู ใช้ลวดร้อยแผ่นไม้ติดกับขอบกระป๋อง เหลาไม้ซี่เล็ก ๆ เป็นคาน มีความยาวขนาดกระป๋อง ตีตะปูตอกยึดกับฝาปิดเปิดให้ตรงกึ่งกลาง ปลายไม้คานเหลาเรียว ร้อยกับห่วงลวด ซึ่งมัดไว้ขอบกระป๋องด้านก้น ห่วงลวดที่ไม้คานร้อยนั้น ปลายลวดจะห้อยอยู่ด้านในกระป๋อง ลวดดังกล่าวใช้สำหรับเกี่ยวเหยื่อล่อสัตว์ให้ ไปกิน ไม้ฝาปิดเปิด ขอบล่างเจาะรูร้อยยางยืด 2 เส้น มัดติดกับฝากระป๋องด้านก้นไว้
การใช้อีหับดักสัตว์บกและสัตว์น้ำ จะเปิดฝาปิดเปิดหน้าออกให้ปลายไม้คานสอดรูกับห่วงลวด ใช้เหยื่อเกี่ยวกับปลายลวดด้านใน หากดักหนูอาจใช้เนื้อมะพร้าว เนื้อเค็ม ปลาเค็ม เป็นเหยื่อล่อ หากใช้อีหับหักปลาก็จะเกี่ยวเหยื่อที่ปลาชอบกินเหยื่อนั้น ทิ้งอีหับไปในน้ำจนจมลงถึงพื้นดินใต้น้ำ โดยใช้เชือกมัดอีหับไว้กับหลักหรือต้นไม้ ปลาได้กลิ่นเหยื่อจะเข้ามากิน ห่วงลวดที่ไม้คานสอดอยู่จะหลุดออกจากกัน ฝาอีหับจะลั่นปิดสนิท การดักสัตว์บกก็มีวิธีเช่นเดียวกันนี้ ปกติชาวบ้านนิยมใช้อีหับดักหนูกลางนา ดักปลากระทิง ปลาค้าว และปลากดมากที่สุด

คีมไม้



คีมไม้ เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งมี 2 ขาคล้ายกรรไกร สำหรับคีบการทำของใช้ต่าง ๆ ดึงเส้นตอก ต่อมาจึงพัฒนาการมาเป็นคีมเหล็กที่ใช้กันอยู่ในยุคปัจจุบัน ของใช้พื้นบ้านไทยสมัยก่อนมักทำเป็นเครื่องใช้ประเภทจักสานโดยใช้ไม้ไผ่ ซึ่งมีทั่วไปเป็นวัสดุที่สำคัญในการทำสิ่งต่างๆ การจักสานของใช้บางประเภทต้องใช้คนหลาย ๆ คนช่วยกันจับ ช่วยกันถึงจึงจะทำให้ของใช้เหล่านั้นแน่นหนาและทนทาน หรือบางทีของใช้บางชิ้นต้องเข้าเดือยเจาะสลักไม้ การใช้มือดึงสลักออกมาคงไม่ถนัดถนี่นัก ดังนั้นจึงคิดวิธีใช้ไม้เป็นง่ามคีบสิ่งของตามต้องการ คีมไม้บางพื้นบ้านเรียกว่า คีบไม้ หรือคีบไม้ปากแก้ว
คีมไม้ทำด้วยไม้สักหรือไม้เนื้อแข็งท่อนเล็ก ๆ 2 ท่อน มีความยาวตั้งแต่ 10 – 30 เซนติเมตร ใช้มีดเหลาท่อนไม้ให้มีขนาดเดียวกัน และมีลักษณะเหมือนกัน ปลายไม้เหลากลมใช้เป็นมือจับ ส่วนปากคีมเหลาเหมือนปากนกแก้ว โคนปากนกแก้วถากรอยบากให้ไม้ 2 ท่อน เข้ารอยประกบกัน เจาะรูไม้ทั้ง 2 ที่โคนปากนกแก้วให้ทะลุ เหลาไม้เป็นสลักเดือยสอดเข้าไปในรู
เมื่อใส่แล้วจะหลวมเล็กน้อย ในช่วงระยะหลังมีการใช้เหล็ก ใช้ตะปู สลักเดือยที่ทำด้วยไม้ก็เปลี่ยนมาใช้เหล็ก ใช้ตะปูแทน ชาวบ้านจะไม่เรียกสลักเดือยเหมือนก่อน แต่เรียกว่า สลักเหล็ก สลักตะปู สลักเกลียว สลักนอต เป็นต้น
การใช้คีมไม้จับสิ่งของให้แน่น เช่น จับขอบกระด้งให้ประกบกันเพื่อร้อยเส้นหวายจะขยับปลายมือจับให้ปากนกแก้วอ้าปากขึ้น หากผู้จักสานตองจับขอบด้านอื่นอีก ก็จะใช้หวายร้อยเป็น วงกลมขยับรัดปลายคีมไม้มือจับทั้ง 2 ข้างให้แน่น คีมไม้บางชนิดใช้ลิ่มตอกระหว่างไม้มือจับ ซึ่งจะทำให้ปากคีมไม้จับสิ่งของจนแน่น
คีมไม้ในสมัยก่อน จึงเหมาะแก่การใช้จับของกระด้ง ตะแกรง ตะกร้า ดึงเส้นตอก และบิดสิ่งของต่าง ๆ ได้ตามต้องการ

 

เชี่ยนหมาก



เชี่ยนหมาก เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับวาง ตลับใส่หมาก ตลับยาเส้น กระปุกปูน ตลับสีเสียด และซองใส่พลู ชาวบ้านมักเรียกเชี่ยนหมากว่า กระทายหมาก ภาคเหนือตอนบนเรียกว่า ขันหมาก
เชี่ยนหมากมีมาแต่โบราณ ในราชาศัพท์ระดับพระมหากษัตริย์เรียกพานพระศรี ระดับราชวงศ์เรียก พานหมากเสวย เชี่ยนหมากนอกจากจะใช้วางอุปกรณ์ในการกินหมากแล้ว ยังใช้ต้อนรับอาคันตุกะแขกบ้านแขกเมืองได้เป็นอย่างดี การกินหมากและทำเชี่ยนหมากเกิดขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏ แต่ก็มีแพร่หลายในแถบประเทศเอเชีย เช่น จีน อินเดีย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และไทย เป็นต้น เชี่ยนหมากทำจากวัสดุหลายประเภท เช่น ไม้ ทองเหลือง เงิน พลาสติก และเครื่องเขิน ตัวเชี่ยนหมากมีลักษณะคล้าย ๆ พานหรือเป็นเหลี่ยม 6 เหลี่ยมก็มี ตามพื้นบ้านในชนบทส่วนใหญ่จะพบเชี่ยนหมากที่ทำด้วยไม้และทองเหลืองอยู่มาก เชี่ยนหมากทำด้วยไม้มักเป็นไม้สัก หรือไม้เนื้อแข็ง ตัดเป็นท่อน ๆ ยาวประมาณ 25 เซนติเมตร ใช้กระดาษทราบขัดให้เรียบ ปัจจุบันการทำเชี่ยนหมากด้วยไม้ จะใช้เครื่องจักรกลึงได้อย่างรวดเร็ว มีการออกแบบรูปทรงต่างๆ และตกแต่งเป็นลวดลายให้สวยงามยิ่งขึ้น บางครั้งใช้ไม้แผ่น ๆ ประกบกันเป็นเชี่ยนหมากหลาย ๆ มุม อาจทำเป็น 2 ชั้น ชั้นบนจะวางอุปกรณ์กินหมาก ส่วนชั้นล่างงก็สำรองพวกหมาก พลู ยาเส้น สีเสียดไว้เผื่อขาด ในงานบวชพระ แต่งงาน หรืองานบุญงานกุศล ตามเทศกาลต่างๆ ยังพอเห็นคนสูงอายุ จีบหมากจีบพลูใส่เชี่ยนหมากถวายพระ หรือไว้ต้อนรับแขกที่มรร่วมงาน อยู่บ้าง การกินหมากในสมัยโบราณถือว่าเป็นสิ่งดีงาม เพราะคนฟันดำเป็นลักษณะของคนสวย นอกจากนี้ยังให้เกิดความเพลิดเพลินในเวลาเคี้ยวหมาก ช่วยฆ่าเวลาและทำให้ฟันแข็งแรงทนทานอีกด้วย การกินหมากมาเลิกอย่างจริงจังในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งสกปรกเลอะเทอะไม่ทันสมัย เชี่ยนหมากจึงไม่ค่อยพบเห็นกันมาตั้งแต่ในครั้งกระนั้นแล้ว และยิ่งคนสูงอายุล้มหายตายจากไปหมด การกินหมากก็คงค่อย ๆ สูญหายไป เชี่ยนหมากจึงไม่มีความ จำเป็นอีกต่อไป

 

นมนาง



นมนาง เป็นของใช้พื้นบ้านที่ใช้สำหรับนวดหรือกดบริเวณที่ปวดเมื่อยต่าง ๆ การที่เรียกว่านมนาง ก็เพราะมีรูปร่างลักษณะคล้ายนมของผู้หญิง
นมนางมักใช้ไม้เนื้อแข็งทำ เช่น ไม้แดง ไม้ประดู่ ไม้ชิงชัน และไม้เต็ง เป็นต้น การทำนมนางจะทำได้ค่อนข้างง่ายเพียงแต่หาแผ่นไม้หนา ๆ สั้น ๆ หรืออาจเป็นท่อนไม้สักก็ได้ ใช้มีดหรือขวานถากให้มีรูปร่างเหมือนนมทั้ง 2 ข้าง ตรงกลางให้มีลักษณะคอด ๆ เพื่อใช้มือจับกดในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย แล้วใช้บุ้งถูเนื้อไม้ให้เรียบหรืออาจใช้กระดาษทรายถูตามให้เรียบสนิท
วิธีใช้ จะใช้มือจับตรงกลางในส่วนที่เว้าคอด ใช้ส่วนนมนางคลึงหรือกดบริเวณที่ปวดเมื่อยไปให้ทั่ว ส่วนใหญ่เป็นวิธีการนวดด้วยตนเองมากกว่าให้คนอื่นกดนวดให้ โดยปกติจะวางนมนางไว้ที่พื้นแล้วนอนทับนมนาง โดยให้นมนางถูกบริเวณที่ปวดเมื่อยนั้น นอกจากนี้นมนางยังสามารถนำมาเป็นหมอนหนุนนอนสำหรับคนแก่เฒ่า ในระหว่างไปถือศีลภาวนาในวันพระได้ อีกด้วย เพราะในระหว่างส่วนเว้าของนมนางสามารถเอาศีรษะหนุนได้พอดี โดยเนินของนมนางจะช่วยนวดหรือกดบริเวณใต้หูหรือต้นคอให้คลายปวดเมื่อยได้อีกด้วย มีนมนางอีกชนิหนึ่งเป็นนมนางเดี่ยว ใช้สำหรับกดที่ท้องโดยเฉพาะ
ปัจจุบันหาดูนมนางได้ยากขึ้นเป็นลำดับ เพราะมีใช้เฉพาะบางพื้นบ้านเท่านั้น ที่ใช้กัน โดยทั่วไปมักเป็นคนที่มีอายุค่อนข้างสูงแล้ว

 

ไม้หมอนวด


ไม้หมอนวด บางแห่งก็เรียกว่า “ไม้ตีนหมอ” เพราะบริเวณที่สำหรับนวดจะเป็นรูปไม้เหมือนขาคน ส่วนปลายไม้ จะทำเหมือนเท้าหรือตีน เพื่อใช้กด บีบ หรือเหยียบที่ปวดเมื่อย จึงเรียกว่า ไม้ตีนหมอ
การนวดเฟ้นเส้นสายของคนคงมีมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล ดังที่เราอาจเห็นภาพฤาษีดัดตน หรือที่เรียกว่า โยคะ ซึ่งเป็นวิธีการอย่างหนึ่งในการขจัดความปวดเมื่อยที่เกิดขึ้น ฉะนั้น ฤาษีจึงถือได้ว่าเป็นปฐมแห่งศาสตร์ในเรื่องของการนวด
ในสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือเรียกโดยทั่วไปว่าวัดโพธิ์ เมื่อปี พ.ศ.2375 ครั้งนั้นโปรดเกล้าฯ ให้จารึกสรรวิชาการต่าง ๆ ไว้มากมาย เพราะเกรงใจจะสูญหาย ตำราแผนการนวดก็ได้จารึกไว้ที่ผนังระเบียงวัดด้วย และยังมีรูปปั้นฤาษีดัดตนด้วยท่าทางต่าง ๆ รายรอบบริเวณวัด ซึ่งเป็นแนวทางในการนวดของคนสมัยหลัง ๆ ได้เป็นอย่างดี
การนวดของคนไทยคงได้สืบต่อหรือได้รับการถ่ายทอดมาตั้งแต่อดีต เดิมทีคงจะนวดด้วยตนเอง เมื่อมีผู้ร่ำเรียนทางการนวดเส้นนวดสายโดยเฉพาะ จึงไปหาให้บีบนวด จึงเรียกว่า หมอนวด ปัจจุบันการนวดแบบโบราณกลับเป็นที่นิยมของประชาชนอีก โดยมีการศึกษาร่ำเรียนอย่างเป็น ทางการ และให้วุฒิบัตรแก่ผู้สำเร็จการนวดแบบโบราณด้วย
สำหรับไม้หมอนวดหรือไม้ตีนหมอ ส่วนที่เป็นไม้สำหรับนวดจะมีรูปร่างเหมือนขาคน ส่วนปลายที่จะใช้สำหรับกดหรือนวดจะมีรูปร่างคล้ายกับเท้าหรือตีนคน ปลายข้างบนอีกส่วนหนึ่งคือ บริเวณโคนขาจะประดิดประดอยเป็นรูปสัตว์ เช่น ลิง ไก่ กระต่าย เป็นต้น ส่วนที่มือจับสำหรับกดหรือนวด จะทำไม้เข้าเดือยกับไม้นวดจะผูกเชือกกับแผ่นไม้บาง ๆ ใช้ยึด โดยผู้ใช้จะต้องนั่งทับแผ่นไม้บาง ๆ แผ่นนี้ เส้นเชือกอาจจะผูกให้ตึงหรือหย่อนก็ได้แล้วแต่ขนาดของคนที่จะนวด หากเป็นคนที่อ้วนก็จะผูกเชือกให้หย่อน หากคนผอมก็จะผูกเชือกให้ตึง เพราะจะได้นวดได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น ไม้หมอนวดหรือไม้ตีนหมอจะใช้ไม้สัก หรือไม้เนื้อแข็ง เพื่อความคงทนถาวร การนวดโดยไม้ตีนหมดจะนวดด้วยตนเอง ไม่ต้องอาศัยคนอื่นมานวดให้
ใช้ไม้หมอนวด สำหรับกดบีบ นวดเส้นสายให้คลายจากการปวดเมื่อย และทำให้เลือดลมแผ่ซ่านไปทั่วสรีระร่างกายดียิ่งขึ้น